thansettakij
thansettakij
กฟภ.เร่งพัฒนา Smart Grid รับ Data Center ยื่นขอใช้ไฟ 3 หมื่น MW

กฟภ.เร่งพัฒนา Smart Grid รับ Data Center ยื่นขอใช้ไฟ 3 หมื่น MW

28 ส.ค. 69 | 08:13 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ส.ค. 69 | 09:01 น.

กฟภ.เผยคำขอใช้ไฟจาก Data Center พุ่งกว่า 30,000 MW สูงกว่าที่คาดการณ์และเกินศักยภาพระบบปัจจุบัน เร่งพัฒนา Smart Grid วางแผนเตรียมโครงข่ายรองรับภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

KEY

POINTS

  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยื่นขอเข้ามามากกว่า 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์และเกินกว่าที่ระบบไฟฟ้าปัจจุบันจะรองรับได้ทันที
  • กฟภ. วางแผนเร่งพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบไฟฟ้าให้พร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
  • แผนการเตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-5 ปีข้างหน้า

นายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)  เปิดเผยในงานสัมมนา KT Dialogue New Horizon: Smart Grid ว่า กฟภ.เป็นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศนอกกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ จึงต้องเตรียมระบบไฟฟ้าให้รองรับการกระจายตัวของแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะ Solar Rooftop, VSPP และชีวมวล ซึ่งปัจจุบันเริ่มส่งผลต่อระบบไฟฟ้าในระดับแรงต่ำมากขึ้น

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของ Solar Rooftop ทำให้ Smart Meter และเซนเซอร์ในระบบไฟฟ้ามีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจาก กฟภ.จำเป็นต้องมองเห็นการไหลของกระแสไฟฟ้า (Grid Visibility) และสามารถบริหารจัดการระบบให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ไฟ และผู้ดูแลระบบ โดย กฟภ.ได้เริ่มติดตั้ง Smart Meter ในบางพื้นที่แล้ว เช่น เมืองพัทยา ประมาณ 100,000 เครื่อง รวมถึงผู้ใช้ไฟรายใหญ่ที่สามารถติดตามการไหลของกำลังไฟฟ้าได้

อย่างไรก็ตาม กฟภ. ยังมองว่า โครงสร้างราคาค่าไฟจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนระบบกักเก็บพลังงานในอนาคต เพราะหากราคาค่าไฟสามารถสะท้อนต้นทุนตามช่วงเวลาได้ ผู้ใช้ไฟจะสามารถตัดสินใจได้ว่าควรชาร์จหรือจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ในช่วงใดเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Smart Grid ในหลายประเทศ

ปัจจุบันมีคำขอใช้ไฟของ Data Center ที่เข้ามาในระยะแรกอาจอยู่ที่ประมาณ 100-150 เมกะวัตต์ต่อโครงการ แต่เมื่อเข้าสู่เฟส 2 และเฟส 3 ความต้องการอาจเพิ่มขึ้นเป็น 300, 400 หรือ 500 เมกะวัตต์ต่อโครงการ

อย่างไรก็ตาม กฟภ.ยังไม่ได้ยืนยันการจ่ายไฟให้ทุกโครงการ เนื่องจากต้องพิจารณาองค์ประกอบของระบบโดยรวม และประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อประเมินความสามารถในการจ่ายไฟ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต้องได้รับการส่งเสริมจาก BOI และผ่านเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าสู่กระบวนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA)

นายพงศกร ระบุว่า ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ที่ยื่นเข้ามาเบื้องต้นมีมากกว่า 30,000 เมกะวัตต์ สูงกว่าตัวเลขประมาณการของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ที่ราว 8,800 เมกะวัตต์ ซึ่งระบบไฟฟ้าของไทยยังไม่พร้อมรองรับความต้องการดังกล่าวในทันที

โดย กฟภ.มีแผนเตรียมความพร้อมในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และจะรับรองการจ่ายไฟในส่วนที่ระบบสามารถรองรับได้

นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้ภาครัฐมองการลงทุน Data Center ในภาพของ Value Chain ทั้งระบบไม่ควรพิจารณาเฉพาะ Data Center เพียงอย่างเดียว เพราะประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อื่นที่ต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Semiconductor ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมอนาคตที่มีแนวโน้มต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน