
จับตา พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ ทำผิดซ้ำเจอโทษเพิ่ม โรงงานหยุดต้องจ่ายค่าตรวจเอง
กระทรวงอุตสาหกรรมเอาจริงแก้ พ.ร.บ.โรงงาน เพิ่มโทษ-ให้เอกชนตรวจ ก่อนรัฐไฟเขียวเปิดเดินเครื่อง เผยปี 69 เชือดโรงงานผิดกฎหมาย 767 ราย สั่งหยุด 131 แห่ง
KEY
POINTS
- เสนอแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน โดยจะเพิ่มบทลงโทษสำหรับโรงงานที่กระทำความผิดซ้ำ โดยพิจารณาจากประวัติการประกอบการ
- โรงงานที่ถูกสั่งให้หยุดหรือปรับปรุงแก้ไข จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบจากหน่วยงานเอกชนเองทั้งหมด ก่อนเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบซ้ำ
- ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย โดยสั่งหยุดกิจการโรงงานทันที หากพบการปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์หรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตฯได้ดำเนินการปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมให้สถานประกอบการอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน รวมถึงอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนได้ดำเนินธุรกิจอย่างราบรื่นและไปเป็นตามระเบียบกฎหมายของประเทศ ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักการพัฒนาที่สมดุล ไม่สร้างผลกระทบต่อสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบ
ทั้งนี้ ท่ามกลางทิศทางการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาการประกอบกิจการโรงงานที่ละเลยกฎหมายยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโรงงานลักลอบเปิดดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต
ลักลอบปล่อยน้ำเสียเดือดร้อนชุมชน
รวมถึงการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ผ่านการบำบัด การปล่อยควัน ฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสร้างความเดือดร้อนต่อสุขอนามัยของชุมชนโดยรอบ
อีกทั้งปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายตามพื้นที่รกร้าง ที่ดินเอกชน หรือบ่อดินเก่า ยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ ดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน นำไปสู่การปนเปื้อนของโลหะหนักและสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและงบประมาณรัฐในการฟื้นฟู แต่ยังบั่นทอนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยโดยรวม
อย่างไรก็ดี เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงอุตฯได้วางรากฐานใหม่ ปรับวิธีการตรวจกำกับโรงงานเชิงโรงรุก ตั้งแต่การปรับแผนการตรวจโรงงาน การนำเทคโนโลยีที่แม่นยำมาใช้ในการตรวจกำกับ และยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการปรับแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต
ปรับแนวทาง-กลไกลตรวจโรงงานทั่วไทย
นอกจากนี้ ยังได้วางรากฐานในการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ และปรับเปลี่ยนแผนตรวจโรงงานรูปแบบใหม่ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยตรวจสอบ และสามารถใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลการประกอบการ รวมถึงชี้เป้าได้อย่างตรงจุด และเข้าทำการตรวจสอบโรงงานได้ทันที เช่น โรงงานที่มีข้อมูลการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ผิดปกติ มีการใช้น้ำ ไฟฟ้าและวัตถุดิบที่ไม่สมดุลกับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ หรือเข้าข่ายสวมสิทธิทางการค้า เป็นต้น
ซึ่งข้อมูลผิดปกติดังกล่าวเหล่านี้ จะถูกแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่หน้างาน เช่นเดียวกับระบบรับเรื่องเรียนแจ้งอุตที่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง โดยเจ้าหน้าที่จะใช้ระบบการตรวจสอบโรงงานอย่างมีมาตรฐาน หรือ i-Auditor เข้าทำการตรวจสอบโรงงานและรายงานผลที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด
กระทรวงอุตฯ ยังได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง จะสั่งให้หยุดโรงงานในทันที ยกระดับจากแนวทางปฏิบัติแบบเดิมที่จะสั่งเพียงปรับปรุงแก้ไขโรงงาน โดยที่โรงงานดังกล่าวยังคงเดินเครื่องจักรผลิตได้อยู่ อีกทั้ง ยังพบพฤติกรรมประวิงเวลาขอขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขโรงงานต่อเนื่องนานหลายเดือน
โทษอาญาต่ำไร้ความเกรงกลัว
ในขณะที่โทษปรับทางอาญาก็ต่ำเกินกว่าจะสร้างความเกรงกลัว โรงงานบางแห่งจึงมองค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการทำธุรกิจที่คุ้มเสี่ยง การปรับกลไกเป็นการสั่งหยุดโรงงานในทันที จึงเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจและบทเรียนเชิงลงโทษจากผลกระทบทางธุรกิจ เพื่อเร่งรัดให้โรงงานทำปรับปรุงแก้ไขปัญต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
ผลการดำเนินงานจากการวางรากฐานใหม่และปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสอบโรงงานเชิงรุกและการยกการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบพบการประกอบกิจการโรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายโรงงานทั่วประเทศ จำนวน 767 ราย โดยในจำนวนนี้ ได้สั่งการให้หยุดประกอบกิจการโรงงานแล้ว 131 ราย สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีกกว่า 636 โรงงาน และดำเนินคดีไปกว่า 391 ราย ซึ่งกว่า 53% เป็นโรงงานในพื้นที่อีอีซี (EEC) และจังหวัดปริมณฑล
ซึ่งสะท้อนการตรวจสอบโรงงานได้อย่างแม่นยำและตรงเป้ามากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้สามารถลดผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงลดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องใช้งบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีของประชาชนในการฟื้นฟู ตลอดจนสามารถคืนพื้นที่เศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการที่ดี ได้ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเร่งแก้ไข พรบ.โรงงาน ในอีกหลายประเด็น เช่น การเพิ่มบทลงโทษจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้สูงขึ้น การนำประวัติการประกอบการมาใช้พิจารณาลงโทษเพิ่มเติมสำหรับโรงงานที่กระทำความผิดซ้ำ การกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งหยุดหรือสั่งปรับปรุงแก้ไข ต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบเอกชน โดยโรงงานต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจสอบและค่าตรวจวัดมลพิษต่าง ๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง เป็นต้น อีกทั้งยังเร่งจัดทำ พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่ออัพเดทกฎหมายให้สอดรับบริบทการประกอบธุรกิจในปัจจุบันและป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำร่าง พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม เสร็จเรียบร้อยแล้ว







