
PIER ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2 ทศวรรษ เหตุ ‘ทุนอยู่ผิดที่’ SMEs ได้สินเชื่อแค่ 1 ใน 4
PIER เปิดผลวิจัย 'ทุนอยู่ผิดที่' ฉุดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2 ทศวรรษ ชี้สินเชื่อไทยกระจุกบริษัทใหญ่ 75% SMEs เข้าถึงยาก-ดอกเบี้ยแพง แนะปฏิรูปจัดสรรทุน เพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- PIER ชี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2 ทศวรรษเกิดจาก “ทุนอยู่ผิดที่” ซึ่งหมายถึงการจัดสรรสินเชื่อที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ไหลไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพสูง
- สินเชื่อกว่า 75% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ในขณะที่ธุรกิจ SMEs ได้รับส่วนแบ่งสินเชื่อเพียง 1 ใน 4 หรือประมาณ 25% เท่านั้น
- SMEs เผชิญอุปสรรคทั้งการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากกว่าและต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึง 7.8% ซึ่งสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่จ่ายเพียง 3.9% เกือบเท่าตัว
PIER เปิดผลวิจัยเจาะลึกโครงสร้างการจัดสรรทุนไทย ชี้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ “ทุนน้อยเกินไป” แต่เป็น “ทุนอยู่ผิดที่” ธุรกิจประสิทธิภาพสูงกลับเข้าถึงสินเชื่อน้อย ขณะที่สินเชื่อกว่า 75% กระจุกอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่ ด้าน SMEs ถูกคิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 7.8% สูงกว่าบริษัทใหญ่ที่ 3.9% เร่งปฏิรูปกลไกการเงินให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพมากขึ้น
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่อาจลึกไปกว่าปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำ ทั้งสังคมสูงวัย การแข่งขันที่ลดลง หรือการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัว เมื่อมองลงไปถึงระดับภาคธุรกิจกลับพบอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ คือ “การจัดสรรทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ” หรือ Capital Misallocation เมื่อเงินทุนในระบบไม่ได้ไหลไปสู่ธุรกิจที่สามารถนำทรัพยากรไปสร้างผลผลิตและผลตอบแทนได้ดีที่สุด
ROA ธุรกิจไทยร่วงจาก 8.3% เหลือ 6.3% ใน 11 ปี
งานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เรื่อง “จัดสรรรันทด: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” ใช้ข้อมูลระดับนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ระหว่างปี 2542-2567 ประกอบกับข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาที่สถาบันการเงินรายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรของภาคธุรกิจไทย
ผลการศึกษาพบว่า เศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลงในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนผ่านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ลดลงอย่างชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ ROA ลดลงจากเฉลี่ย 8.3% ในปี 2556 เหลือเพียง 6.3% ในปี 2567 ขณะที่ Asset Turnover ลดลงจาก 1.24 รอบ เหลือ 0.88 รอบ สะท้อนว่าสินทรัพย์หนึ่งหน่วยสามารถสร้างรายได้ได้น้อยลง
ที่น่าสนใจคือ ปัญหาไม่ได้เกิดจากอัตรากำไรลดลงเป็นหลัก แต่เป็นเพราะประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ลดลงในวงกว้าง ทั้งภาคการผลิต บริการดั้งเดิม บริการสมัยใหม่ และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้คำถามสำคัญของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เพียง “จะเพิ่มทุนอย่างไร” แต่ต้องถามต่อว่า “ทุนที่มีอยู่กำลังถูกใช้ในธุรกิจที่เหมาะสมหรือไม่”
ทุนไหลผิดทาง ธุรกิจเก่งกลับโตยาก
หากกลไกตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เงินทุนควรไหลไปยังธุรกิจที่มีความสามารถในการใช้ทุนสูง เพื่อให้กิจการเหล่านั้นขยายการลงทุน ขณะเดียวกันธุรกิจที่มีประสิทธิภาพลดลงควรถูกกดดันให้ปรับตัวหรือออกจากตลาด
แต่ข้อมูลกลับสะท้อนภาพตรงกันข้าม โดยทุนมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในกิจการที่ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ลดลง ขณะที่กิจการที่มีประสิทธิภาพสูงกลับเติบโตได้จำกัดหรือหดตัว ส่งผลให้ทรัพยากรของประเทศไม่ได้ถูกจัดสรรไปยังจุดที่สามารถสร้างผลิตภาพได้สูงสุด
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยพึ่งพาธนาคารพาณิชย์เป็นแหล่งเงินทุนหลัก โดยสินเชื่อธนาคารคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของแหล่งเงินทุนของธุรกิจ ดังนั้น หากกระบวนการคัดกรองและกำหนดราคาสินเชื่อไม่สามารถสะท้อนศักยภาพของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
SMEs เจอทั้ง “กู้ยาก-ดอกเบี้ยแพง”
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนคือ SMEs ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานของประเทศ โดยข้อมูลพบว่า แม้จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก แต่มี SMEs เพียง 1 ใน 5 ที่เข้าถึงสินเชื่อ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงสินเชื่อได้มากกว่า 60%
ขณะเดียวกัน SMEs ยังต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 7.8% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ 3.9% ทั้งที่ในบางกรณีมีระดับประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน
เมื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่ควรเป็นตามปัจจัยพื้นฐานและระดับความเสี่ยง หรือ Fundamental-based EIR พบว่า SMEs ถูกคิดดอกเบี้ยในระดับที่สูงกว่าความเสี่ยงที่อธิบายได้ ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วนกลับได้รับต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าระดับความเสี่ยงจริง
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า กลไกการกำหนดราคาสินเชื่ออาจยังไม่สามารถสะท้อน “ความเสี่ยงและศักยภาพที่แท้จริง” ของธุรกิจได้อย่างเต็มที่
สินเชื่อ 75% กระจุกอยู่บริษัทใหญ่
โครงสร้างสินเชื่อในระบบธนาคารยังสะท้อนปัญหาการกระจุกตัวอย่างชัดเจน โดยสินเชื่อกว่า 75% อยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 1.5 หมื่นแห่ง ขณะที่ SMEs ราว 1.1 แสนแห่งได้รับสินเชื่อเพียง 25%
ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ดังกล่าว ยังมีสินเชื่อส่วนหนึ่งกระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ SiCorp ประมาณ 25 กลุ่ม ซึ่งมีธุรกิจราว 1,000 แห่ง และสามารถเข้าถึงต้นทุนทางการเงินในระดับต่ำเพียง 3-4% ขณะที่ SMEs ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุน้อยและต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า
ปัญหานี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เชื่อมโยงไปถึงศักยภาพในการเกิดและเติบโตของธุรกิจใหม่ หากธุรกิจที่มีศักยภาพไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนได้เพียงพอ ย่อมทำให้การลงทุน การสร้างงาน และการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ต่ำกว่าศักยภาพ
เพิ่มสินเชื่ออย่างเดียวไม่พอ ต้องจัดสรรทุนให้ “ถูกที่”
PIER เสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ควรมุ่งเพียงเพิ่มปริมาณสินเชื่อในระบบ เพราะหากกลไกการจัดสรรยังไม่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มเงินทุนอาจไม่ได้ช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ และอาจทำให้การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาดรุนแรงขึ้น
แนวทางสำคัญคือการลดปัญหาข้อมูลไม่สมบูรณ์ ผ่านการพัฒนาข้อมูลเครดิตและการใช้ Alternative Data เพื่อให้สถาบันการเงินประเมินศักยภาพธุรกิจได้แม่นยำขึ้น รวมถึงปรับระบบค้ำประกันสินเชื่อให้คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยงจริง
อีกด้านคือการส่งเสริม Risk-based Pricing เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงของผู้กู้มากขึ้น เปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพได้รับต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม พร้อมเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนและการแข่งขันของผู้ให้บริการทางการเงิน
ขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังการคิดราคาสินเชื่อต่ำกว่าความเสี่ยงจริงในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการสะสมความเปราะบางในระบบการเงิน
ท้ายที่สุด การยกระดับเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การเติมเงินเข้าสู่ระบบให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้ “ทุนไหลไปถูกที่” เงินทุนต้องสามารถเดินทางไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ ขยายกิจการ สร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และเชื่อมโยงกลับมายังเศรษฐกิจโดยรวมได้มากที่สุด เพราะหากทุนยังอยู่ผิดที่ ต่อให้มีเงินในระบบมากเพียงใด ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยก็อาจยังไม่ฟื้นกลับมาอย่างเต็มที่
นักวิจัย : ทศพล ต้องหุ้ย | ธนภูมิ นิศามณีวงศ์ | นิศากร กุลธิดาวัฒน์ | ทศพล อภัยทาน







