
ธ.ก.ส.ปล่อยกู้หมุนเวียนพุ่ง 4 แสนล้าน ยันมีสภาพคล่องรองรับทุกมาตรการรัฐ
ธ.ก.ส.เผย 5 เดือนปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนกว่า 4 แสนล้านบาท ดันสิ้นปีบัญชี 69 ยอดสินเชื่อรวมพุ่ง 1.7 ล้านล้าน ยันมีสภาพคล่องรองรับทุกมาตรการรัฐ
KEY
POINTS
- ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนในช่วง 5 เดือนแรกของปีบัญชี 2569 ไปแล้วกว่า 3-4 แสนล้านบาท
- ธนาคารยืนยันว่ามีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับรองรับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐทุกโครงการ
- ออกมาตรการสินเชื่อฉุกเฉินดอกเบี้ย 0% และสินเชื่อฟื้นฟูเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม
นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อ ธ.ก.ส. 5 เดือนแรกของปีบัญชี 2569 (เม.ย.-ส.ค.69) ได้อนุมัติและจ่ายสินเชื่อหมุนเวียนไปแล้วกว่า 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่ายังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้
สำหรับปัจจุบัน ธ.ก.ส. มียอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 1.67 ล้านล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีบัญชีจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1.71 ล้านล้านบาท หรือตั้งเป้ายอดเติบโตสินเชื่อใหม่อยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการปล่อยสินเชื่อของ ธ.ก.ส. จะแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีบัญชี ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่มักจะยังไม่สูงมากนักเนื่องจากยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกพืชหลัก ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อจะเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ เดือนก.ย.เป็นต้นไป
นายไพศาล กล่าวว่า ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเริ่มฤดูกาลผลิตพืชหลัก ได้แก่ ข้าว และข้าวโพด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70-80% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคาร โดยในปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่ยังคงเป็นการทยอยจ่ายและรับชำระคืนในกลุ่มของพืชอ้อยบางส่วน
ยันมีสภาพคล่องรองรับทุกมาตรการรัฐ
ขณะที่ความคืบหน้าโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ หรือโครงการไร่ละ 1,000 บาทนั้น ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ อปข. แล้วบางส่วน และอยู่ในขั้นตอนรอเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ โดยการใช้งบประมาณจะต้องอิงตามกรอบมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังด้วย
“ธ.ก.ส. มีความพร้อมด้านสภาพคล่องในการรองรับมาตรการนโยบายรัฐ แต่ในการดำเนินงานทุกโครงการ คณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด ธ.ก.ส.) จะต้องทำการวิเคราะห์ความเพียงพอของสภาพคล่อง ณ วันที่ ครม. มีมติอนุมัติอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้เงินของธนาคารยังอยู่ในเกณฑ์และกรอบความเสี่ยงที่กำหนด”
อัดมาตรการด่วนปล่อยกู้ฉุกเฉิน ช่วยน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส.ยังห่วงใจพี่น้องเกษตรกร จังหวัดน่าน ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรต้องไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบในช่วงที่ขาดรายได้ ธ.ก.ส. ได้คลอด "สินเชื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน" วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อนำไปใช้จ่ายในครัวเรือนหรือซ่อมแซมบ้านเรือนในเบื้องต้น
สำหรับกรณีที่ได้รับความเสียหายหนัก เช่น บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ธนาคารยังมี "สินเชื่อเพื่อการฟื้นฟู" รองรับในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้
ผนึกตำรวจไซเบอร์ ช่วยเกษตรกรลดเสี่ยงมิจฉาชีพ
นายไพศาล กล่าวว่า ธ.ก.ส.ยังได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันภัยมิจฉาชีพออนไลน์ให้แก่พี่น้องประชาชนและเกษตรกรไทย
ในปีนี้ได้มีการยกระดับขีดความสามารถการใช้งานบนแพลตฟอร์ม Line BAAC Family ให้เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านระบบพิมพ์ข้อความแบบโต้ตอบทันที (Chatbot)
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง เพียงพิมพ์คำว่า "เช็ค [เว้นวรรค] ตามด้วยเลขบัญชีธนาคาร หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องสงสัย" ส่งเข้าไปในช่องแชท ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลไปยังคลังระบบตรวจสอบของตำรวจไซเบอร์และตอบกลับผลลัพธ์ให้ทราบในทันทีว่าข้อมูลดังกล่าวเข้าข่ายบัญชีต้องสงสัยหรือเป็นบัญชีของกลุ่มมิจฉาชีพหรือไม่
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปีที่ 1 ที่ผ่านมา พบว่า มีประชาชนและผู้ใช้บริการโมบายแบงก์กิ้งของ ธ.ก.ส. สนใจเข้าใช้งานระบบเพื่อตรวจเช็คข้อมูลสะสมประมาณ 40,000-50,000 ราย และมีจำนวนธุรกรรมการตรวจสอบความปลอดภัยรวมแล้วกว่า 250,000 ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการเริ่มตระหนักถึงภัยออนไลน์
ลุยสอบปมร้องเรียนสหภาพฯ ขีดเส้น 30 วันรู้ผล
ส่วนการร้องเรียนจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ธ.ก.ส. จำนวน 8 ประเด็น เกี่ยวกับการบริหารจัดการและข้อจำกัดในการปฏิบัติงานในพื้นที่นั้น
ล่าสุด นาสเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธานบอร์ด ธ.ก.ส. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการธนาคารชุดเฉพาะกิจเพื่อเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งในระหว่างนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตามขั้นตอนปกติของรัฐวิสาหกิจ






