thansettakij
thansettakij
อดีตตุลาการศาล รธน. ชำแหละ พ.ร.บ. นิรโทษย้อนหลัง 20 ปี เคลียร์ปมนิรโทษ สว.

อดีตตุลาการศาล รธน. ชำแหละ พ.ร.บ. นิรโทษย้อนหลัง 20 ปี เคลียร์ปมนิรโทษ สว.

26 ส.ค. 69 | 06:59 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ส.ค. 69 | 06:59 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชำแหละ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 นิรโทษกรรมล้างผิดคดีการเมือง และคดีตามบัญชีแนบท้าย ย้อนหลัง 20 ปี ใครได้อานิสงส์ คดีฮั้ว สว.เอี่ยวหรือไม่ พร้อมเคลียร์ปมอำนาจหน้าที่ บอร์ดสร้างเสริมสังคมสันติสุข

KEY

POINTS

  • ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมครอบคลุมคดีการเมืองย้อนหลังกว่า 20 ปี (พ.ศ. 2548-2568) เพื่อล้างผิดให้ผู้ชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่รวมคดีร้ายแรงต่อชีวิตและความเสียหายต่อทรัพย์สินเอกชน
  • กฎหมายส่งผลทางอ้อมให้นักการเมืองที่เคยต้องโทษในคดีการเมือง สามารถกลับมาลงสมัคร สส. และ สว. หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีกครั้ง เนื่องจากถือว่าไม่เคยกระทำผิด
  • ชี้ชัดว่าความผิดที่อาจเกิดขึ้นในการเลือก สว. ปี 2567 ไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม เพราะไม่มีมูลเหตุจูงใจมาจากความขัดแย้งทางการเมือง
  • คณะกรรมการพิเศษที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีใดเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรม โดยคำวินิจฉัยสามารถถูกตรวจสอบโดยศาลปกครองได้

พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ที่ได้มีผลใช้บังคับไปเมื่อ 24 สิงหาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่ความสามัคคีและการสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนในสังคม

กฎหมายกำหนดให้ล้างผิดคดีการเมือง และคดีตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็น ประธานกรรมการเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการและวินิจฉัยกรณีต่างๆ ตามพระราชบัญญัตินี้

20 ปีความขัดแย้ง ทำไทยติดหล่ม

ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีผลเป็นคุณอย่างกว้างขวางแก่ผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากกรอบเวลาที่กฎหมายครอบคลุมนั้นยาวนานถึง 20 ปี 6 เดือนเศษ 

ระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจและติดหล่มรายได้ปานกลางอยู่จนถึงปัจจุบัน

ผู้ที่จะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายนี้มีจำนวนมหาศาล และไม่ใช่กลุ่มอาชญากรร้ายแรง แต่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมและวิกฤตการเมืองในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลือง, กลุ่มเสื้อแดง, กลุ่ม กปปส. มาจนถึงกลุ่ม 3 นิ้ว ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อดีตรัฐมนตรี และนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับคดีความทั้งทางอาญา ทางพินัย และทางแพ่งจนต้องลากถูคาศาลมาโดยตลอด

ผ่าโครงสร้างการล้างมลทิน

ศ.พิเศษ จรัญกล่าวต่อไปว่า คดีความที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองมักพ่วงมาด้วยความรับผิดชอบทางแพ่งฐานละเมิดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึงระดับพันล้านบาท ซึ่งผู้ต้องหาที่เป็นประชาชนทั่วไปไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะชดใช้ ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

โดยมีโครงสร้างการนิรโทษกรรมแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ โทษทางอาญา, ความผิดทางพินัย (ตามกฎหมายใหม่ปี พ.ศ. 2565) และความรับผิดทางแพ่ง อย่างไรก็ตาม ศ.พิเศษ จรัญ ชี้ว่ามี "เส้นแบ่งสำคัญ" ในส่วนของความรับผิดทางแพ่งและอาญา

กรณีทรัพย์สินของรัฐเสียหาย

หากเป็นการสร้างความเสียหายต่ออาคาร สำนักงานราชการ หรือสนามบิน รัฐบาลจะเป็นผู้ยอมเสียสละรับความเสียหายไว้เอง โดยจะไม่ดำเนินการบังคับคดีทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด

กรณีทรัพย์สินของเอกชนเสียหาย

หากผู้ชุมนุมไปกระทำการทำลาย หรือเผาตึก คูหา ห้างร้านของเอกชน กรณีนี้จะไม่ได้รับนิรโทษกรรมทางแพ่ง ผู้เสียหายที่เป็นเอกชนยังคงมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ตามปกติ เนื่องจากรัฐไม่มีอำนาจยอมความแทนราษฎรได้

สำหรับคดีความผิดต่อชีวิต เช่น การยิงหรือวางระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส และความผิดต่อส่วนตัวที่ยอมความกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอย่างเด็ดขาด เนื่องจากกฎหมายคำนึงถึงสิทธิ์ของผู้เดือดร้อนที่เป็นปัจเจกบุคคล ทว่า คดีบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ในทางอาญาอาจได้รับอานิสงส์ แต่อาจต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่เอกชนต่อไป

"อานิสงส์ทางอ้อม" คืนชีพนักการเมือง

เมื่อถามถึงกลุ่มนักการเมืองหรือบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจำคุกจากเหตุการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ขาดคุณสมบัติในการเข้าสู่สนามการเมืองนั้น ศ.พิเศษ จรัญ อธิบายว่า พ.ร.บ. นี้ไม่มีการนิรโทษกรรมทางการเมืองโดยตรง ดังนั้นผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจะไม่ได้สิทธิ์คืนโดยตรงจากกฎหมายนี้

แต่ผู้สมัคร สส. สว. หรืออดีตรัฐมนตรีที่เคยติดคุกจากคดีการเมือง จะได้รับอานิสงส์ทางอ้อม เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ถือว่าผู้ได้รับนิรโทษกรรมไม่เคยกระทำความผิด และไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก พร้อมทั้งได้รับการลบประวัติอาชญากรรม 

ผลทางอ้อมนี้จะทำให้บุคคลดังกล่าว หลุดพ้นจากลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และสามารถกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส., สว., ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือทำงานทางการเมืองได้อีกครั้งในอนาคต

เจาะลึกเคสร้อน "ฮั้ว สว.- ศักดิ์สยาม" 

จากการวิเคราะห์รายละเอียดบัญชีแนบท้ายกฎหมายที่ปรากฏรายชื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. รวมถึง พ.ร.บ. กกต. ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงกรณีอื่นๆว่าจะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ด้วยหรือไม่

ศ. จรัญ ได้ให้ความเห็นต่อกรณี สว. ชุดปัจจุบัน ที่มาจากการเลือก สว. ปี 2567 ว่า แม้ช่วงเวลาการเลือกตั้ง สว. ชุดนี้จะอยู่ในกรอบเวลา 20 ปี 6 เดือนของกฎหมาย แต่หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงในการเลือก สว. การกระทำนั้นไม่ได้มีมูลเหตุจูงใจมาจากความขัดแย้งทางการเมือง จึงไม่สามารถใช้กฎหมายนี้ช่วยนิรโทษกรรมให้ได้

อย่างไรก็ตามหากมีข้อโต้แย้งก็สามารถเสนอให้คณะกรรมการพิเศษวินิจฉัยชี้ขาดได้

ส่วนกรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยืนยันว่า หมดสิทธิ์ได้รับอานิสงส์ เนื่องจากกรณีที่นายศักดิ์สยามถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คดีอาญา พินัย หรือแพ่ง ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ไม่ได้คุ้มครองหรือล้างมลทินในคดีรัฐธรรมนูญ

“บอร์ดสมานฉันท์” ชี้ขาดนิรโทษ

ศ. จรัญ อธิบายถึงต่อไปว่า เพื่อป้องกันไม่ให้คดีความทางการเมืองต้องคาราคาซังอยู่ในชั้นศาลยาวนานนับสิบปี ร่างกฎหมายนี้จึงเสนอให้ตั้ง "คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข" โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ร่วมด้วยผู้หลักผู้ใหญ่จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีใดหรือบุคคลใดเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมบ้าง โดยกำหนดระยะเวลาทำงานไว้ที่ 180 วัน และขยายเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน รวมระยะเวลาทำงานสูงสุดไม่เกิน 360 วัน หรือประมาณ 1 ปี เพื่อให้จบกระบวนการอย่างรวดเร็วไม่ยืดเยื้อ

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นที่สุดในทางบริหาร และผูกพันทุกองค์กรในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ แต่ไม่มีผลผูกพันฝ่ายตุลาการ (ศาล) เนื่องจากโดยสภาพของรัฐธรรมนูญ กฎหมายระดับ พ.ร.บ. ไม่สามารถก้าวล่วงหรือผูกพันอำนาจศาลได้ และไม่ผูกพันสภาทนายความเนื่องจากไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ

ดังนั้นหากกรรมการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต จะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายตามมาตรา 6 วรรค 3 ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ แต่หากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ก็จะต้องรับโทษทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป

ในแง่ของการตรวจสอบ ศ.พิเศษ จรัญ ให้ความเห็นเชิงกฎหมายว่า แม้กฎหมายจะเขียนให้คำวินิจฉัยเป็นที่สุด แต่หมายถึงที่สุดในทางบริหารเท่านั้น คำสั่งของคณะกรรมการฯ ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครอง ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเดือดร้อนจึงสามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้