
กขค.ฟัน 2 ดีลอสังหาฯ ปรับแสนสิริ-บริษัทย่อย 16 ล้าน ฐานไม่แจ้งรวมธุรกิจ
กขค.ลงโทษ “แสนสิริ-บริษัทย่อย” รวมกว่า 16 ล้านบาท หลังซื้อกิจการ 2 ดีลอสังหาฯ แต่ไม่แจ้งผลรวมธุรกิจภายใน 7 วัน พร้อมปรับรายวันวันละ 5,000 บาท จนกว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จ
KEY
POINTS
- คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีมติสั่งปรับ บมจ.แสนสิริ และบริษัทย่อย เป็นเงินรวมกว่า 16 ล้านบาท
- สาเหตุมาจากการเข้าซื้อหุ้นใน 2 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองที่ดินในภูเก็ตและกรุงเทพฯ ซึ่งเข้าข่ายการรวมธุรกิจ แต่ไม่ได้แจ้งผลต่อ กขค. ภายใน 7 วันตามกฎหมาย
- นอกเหนือจากค่าปรับหลัก ยังมีโทษปรับรายวันอีกวันละ 5,000 บาท จนกว่าจะดำเนินการแจ้งผลการรวมธุรกิจให้แล้วเสร็จ
คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายเข้ม กรณี “แสนสิริ” และบริษัทย่อย เข้าซื้อหุ้น 2 บริษัทที่ถือครองที่ดินในภูเก็ตและกรุงเทพฯ ซึ่งเข้าข่ายการรวมธุรกิจในตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้รวมเกิน 1,000 ล้านบาท แต่ไม่แจ้งผลการรวมธุรกิจภายใน 7 วันตามที่กฎหมายกำหนด ล่าสุดมีมติลงโทษปรับรวม กว่า 16 ล้านบาท พร้อมค่าปรับรายวัน 5,000 บาท จนกว่าจะดำเนินการแจ้งต่อ กขค. แล้วเสร็จ
รายงานข่าวจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า ในการประชุมเมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้พิจารณากรณีการรวมธุรกิจของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย 2 กรณี ซึ่งเข้าข่ายต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อ กขค. แต่ไม่ได้ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
กรณีแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2563 โดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท พีเคแอล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำนวน 3,512,694 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยพีเคแอลฯ ถือครองที่ดินใน ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 2 งาน 85.48 ตารางวา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สิริพัฒน์ อีเลฟเว่น จำกัด และแสนสิริได้นำที่ดินดังกล่าวมาพัฒนาโครงการ “ดีคอนโด รีฟ ภูเก็ต”
ส่วนกรณีที่สอง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 โดย บริษัท สิริ สมาร์ท ไฟฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท เอส 71 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 6.5 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยเอส 71ฯ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ถือครองที่ดินในเขตวัฒนา กรุงเทพฯ เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 9.9 ตารางวา
โดยทางกขค.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงกรณีการรวมธุรกิจ 2 กรณี แล้วเห็นว่า เป็นการรวมธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในตลาดเดียวกัน คือ ตลาดธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีรายได้ของผู้รวมธุรกิจรวมกันเกิน 1,000 ล้านบาท จึงเข้าเกณฑ์การรวมธุรกิจ ที่จะต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อ กขค. ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สิริ สมาร์ท ไฟฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้กระทำการรวมธุรกิจ มีหน้าที่ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจดังกล่าวต่อ กขค. ภายใน 7 วันนับแต่วันที่รวมธุรกิจ แต่ทั้ง 2 บริษัท กลับไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด
โดย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สิริ สมาร์ท ไฟฟ์ จำกัด จึงกระทำความผิด ฐานไม่แจ้งผลการรวมธุรกิจภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 51 วรรค 1 ประกอบกับ ประกาศ กขค. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแจ้งผลการรวมธุรกิจ พ.ศ. 2561 อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 80 โดยกำหนดบทลงโทษให้ต้องชำระค่าปรับทางปกครองไม่เกิน 2 แสนบาท และปรับรายวันไม่เกิน 10,000 บาทต่อวัน ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่
"กขค. จึงมีมติให้ลงโทษปรับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สิริ สมาร์ท ไฟฟ์ จำกัด เป็นเงินรวมมากกว่า 16 ล้านบาท และยังต้องชำระค่าปรับรายวัน ในอัตราวันละ 5,000 บาท จนกว่าทั้ง 2 บริษัทจะดำเนินการแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อ กขค. ให้แล้วเสร็จ"
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปี 2568 เผยว่า ตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีมูลมากกว่า 655,000 ล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาส่วนแบ่งตลาดจากรายได้รวมแล้ว ในปี 2568 บริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด คือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลำดับ 2 คือ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ลำดับ 3 คือ บริษัท แลนด์แอนเฮาส์ จำกัด (มหาชน) ลำดับ 4 คือ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และลำดับ 5 คือ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
แม้มีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีรายได้ระดับหมื่นล้านบาท แต่ตลาดยังมีผู้เล่นจำนวนมาก ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าข่ายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดตามหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 แต่การทำธุรกรรมรวมธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายยังต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งต่อ กขค.อย่างเคร่งครัด เพื่อให้หน่วยงานสามารถติดตามและประเมินผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดได้อย่างเป็นระบบ





