thansettakij
thansettakij
‘พิพัฒน์’ ตั้งโต๊ะถกเครือข่ายชุมชนฯ รื้อ ‘ชุมชนคลองเตย’ ลั่นไร้ข้อสรุป

‘พิพัฒน์’ ตั้งโต๊ะถกเครือข่ายชุมชนฯ รื้อ ‘ชุมชนคลองเตย’ ลั่นไร้ข้อสรุป

20 ส.ค. 69 | 10:07 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ส.ค. 69 | 10:07 น.

"พิพัฒน์" นั่งหัวโต๊ะถกนัดแรก เปิดหน้าคุยเครือข่ายชุมชนคลองเตย ปรับพื้นที่การท่าเรือฯ ยันไม่ได้ข้อยุติ พร้อมยื่นมือดึงทุกฝ่ายร่วมออกแบบอนาคต ไม่หวั่นหากต้องจัดเวทีฟังเสียงประชาชนเพิ่ม

KEY

POINTS

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมร่วมกับเครือข่ายชุมชนคลองเตยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางการจัดการที่อยู่อาศัย
  • การประชุมยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน โดยทุกข้อเสนอที่ได้รับจะถูกนำไปศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งด้านกฎหมาย แผนแม่บท และความเหมาะสม
  • กระทรวงคมนาคมจะนำข้อมูลไปจัดทำแนวทางเบื้องต้น ก่อนนำกลับมาหารือกับชุมชนและทุกภาคส่วนอีกครั้ง โดยย้ำว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นกระบวนการ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า  ภายหลังเป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและหารือแนวทางการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยของชุมชนคลองเตย โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับทั้งชุมชนและการพัฒนาพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เบื้องจากการหารือได้รับข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดสรรพื้นที่เพื่อรองรับการจัดระเบียบที่อยู่อาศัยของประชาชนในชุมชนคลองเตยของเครือข่ายชุมชนไว้ประกอบการพิจารณา 

ทั้งนี้การหารือดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อยุติ และยังไม่มีการกำหนดขนาดพื้นที่ รูปแบบ หรือแนวทางการจัดสรรพื้นที่ จำเป็นต้องนำรายละเอียดทั้งหมดมาศึกษาร่วมกัน ทั้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน กฎหมาย แผนแม่บทของ กทท. รูปแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัย แหล่งเงินทุน ตลอดจนความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาท่าเรือ แผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ของ กทท. และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

ขณะเดียวกันมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลและข้อเสนอที่ได้รับจากทุกฝ่ายไปประกอบการจัดทำแนวทางและทางเลือกเบื้องต้นของการใช้ประโยชน์พื้นที่ ก่อนนำกลับมาหารือร่วมกับชุมชน กทท. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่อไป  โดยย้ำว่าแนวคิดทั้งหมดสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามข้อมูล ข้อจำกัด และความคิดเห็นของทุก โดยให้ความเหมาะสมและประโยชน์ร่วมกันเป็นหลักในการพิจารณา

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากผลการศึกษาในอนาคตพบว่ามีพื้นที่และรูปแบบที่เหมาะสม การพัฒนาพื้นที่ที่อยู่อาศัยให้มีความต่อเนื่องเป็นพื้นที่เดียวกัน อาจช่วยให้การบริหารจัดการชุมชนและการจัดบริการสาธารณะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการพัฒนาในส่วนของพื้นที่อยู่อาศัยจะต้องไม่คิดเฉพาะเรื่องบ้านแต่ต้องคิดถึงคุณภาพชีวิตทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่สีเขียว สนามเด็กเล่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนระดับประถมศึกษาที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ตลอดจนบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและสร้างอนาคตให้กับลูกหลานได้อย่างมั่นคง รวมถึงต้องอยู่ภายใต้ความเหมาะสมของพื้นที่ ข้อกฎหมาย และไม่กระทบต่อภารกิจหลักของ กทท.

ทั้งนี้หากในขั้นตอนต่อไปมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เพิ่มเติม ตนยินดีเข้าร่วมรับฟังด้วยตนเอง พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับผู้นำชุมชน ภาคประชาชน และทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การหารือครั้งนี้นำไปสู่กระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดแนวทางการพัฒนาพื้นที่คลองเตยที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อประชาชน ชุมชน การท่าเรือแห่งประเทศไทย และประเทศในระยะยาว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและหารือแนวทางการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยของชุมชนคลองเตย โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่

“การหารือในวันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทุกฝ่ายได้มานั่งพูดคุยและรับฟังกันอย่างพร้อมหน้า โดยต้องการให้การประชุมเป็นพื้นที่กลางสำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เวทีเพื่อหาข้อสรุปหรือข้อยุติในทันที แต่เป็นการเริ่มต้นร่วมกันแสวงหาแนวทางที่ทุกฝ่ายสามารถเดินไปด้วยกันได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาความเหมาะสมร่วมกัน เพราะสุดท้ายแล้ว การพัฒนาจะต้องทำให้ทั้งภาครัฐและประชาชนสามารถเดินไปด้วยกันได้” นายพิพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ดีชุมชนคลองเตยมีประวัติศาสตร์และความผูกพันกับพื้นที่มาอย่างยาวนาน หลายครอบครัวอยู่อาศัยและประกอบอาชีพในพื้นที่ต่อเนื่องมาหลายรุ่น รวมถึงมีสมาชิกในครอบครัวทำงานกับ กทท.

ดังนั้น การบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะต้องพิจารณาควบคู่กับวิถีชีวิต การประกอบอาชีพ และอนาคตของประชาชนในชุมชน รวมถึงภารกิจหลักของ กทท. และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว ไม่ใช่มองเฉพาะมิติของมูลค่าที่ดินหรือการพัฒนาเชิงพาณิชย์เพียงด้านเดียว