
กูรูแนะไทยเปลี่ยนเกมดึงเงินลงทุน ต้องตั้งเงื่อนไขให้ประโยชน์ไทย
กูรูเศรษฐกิจจีนแนะไทยเปลี่ยนแนวทางการดึงดูดการลงทุน จากการให้สิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว มาเป็นการกำหนดเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่ชัดเจนเพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศในระยะยาว เปลี่ยนการวัดแค่ "มูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศ" (Local Content) ไปสู่การสร้าง "ความสามารถของคนไทยและบริษัทไทย" (Local Capability) ให้แข็งแกร่งขึ้น
KEY
POINTS
- ไทยควรเปลี่ยนแนวทางการดึงดูดการลงทุนจากการให้สิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว มาเป็นการกำหนดเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่ชัดเจนเพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศในระยะยาว
- การลงทุนจากต่างชาติต้องเน้นสร้าง "คุณภาพ" ไม่ใช่แค่ "ปริมาณ" โดยต้องนำไปสู่การจ้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย
- ต้องเปลี่ยนมุมมองจากการวัดแค่ "มูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศ" (Local Content) ไปสู่การสร้าง "ความสามารถของคนไทยและบริษัทไทย" (Local Capability) ให้แข็งแกร่งขึ้น
- ควรส่งเสริมการลงทุนที่ช่วยสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Ecosystem) โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของผู้ลงทุนต่างชาติ
ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่า การเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนควรต้องเปลี่ยนเกมจาก “ไทยจะดึงดูดนักลงทุนอย่างไร?” ไปสู่ “ไทยจะแลกอะไรกับนักลงทุน?”
โดยเฉพาะในช่วงที่ทุนจีนกำลังขยายบทบาทเข้ามาในไทยและอาเซียนมากขึ้น การให้สิทธิประโยชน์เพื่อแลกกับการตั้งฐานการผลิตอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากการลงทุนไม่ได้สร้างการจ้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต
ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีน เสนอว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมุ่งหยิบยื่นสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน มาเป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่อง Upskill, New Skill และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ให้สิทธิประโยชน์แล้ว ไทยได้อะไร?
ในอดีต การแข่งขันดึงดูดการลงทุนมักวัดกันด้วยมูลค่าเงินลงทุน จำนวนโครงการ หรือการตั้งโรงงานในประเทศ แต่เมื่อโครงสร้างการผลิตโลกเปลี่ยนไป คำถามที่สำคัญกว่าคือ เม็ดเงินเหล่านั้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน
การมีโรงงานขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ได้หมายความว่าไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดเสมอไป หากโรงงานใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ใช้แรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ และวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนส่วนใหญ่ยังมาจากต่างประเทศ
ผลประโยชน์ที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทยอาจจำกัดอยู่เพียงบางส่วน ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่จึงควรถามให้ครบว่า นอกจากเงินลงทุนที่เข้ามาแล้ว ยังสร้างอะไรกลับคืนให้ประเทศไทยบ้าง ทั้งงานคุณภาพสูง เทคโนโลยี องค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนโอกาสของบริษัทไทยในการเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมใหม่
Local Content อย่างเดียวพอหรือไม่?
หนึ่งในโจทย์ที่ต้องถูกหยิบขึ้นมาทบทวนคือ Local Content ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนกล่าวถึง เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนในปัจจุบัน ที่เน้นการพิจารณาสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งรวมทั้งวัตถุดิบ ค่าบริหารจัดการ และค่าจ้างแรงงาน แต่ไม่ได้แยกออกมาอย่างชัดเจนว่า ต้องจ้างแรงงานไทยในสัดส่วนเท่าใด หรือจะต้องฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แรงงานไทยอย่างไร
ดังนั้นคำว่า “มูลค่าเกิดในประเทศ” กับ “ศักยภาพของคนไทยเพิ่มขึ้น” อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันโรงงานอาจสร้างมูลค่าภายในประเทศได้ แต่หากคนไทยไม่ได้รับการพัฒนาทักษะ หรือไม่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้เทคโนโลยี ก็อาจไม่เกิดผลต่อการยกระดับศักยภาพแรงงานในระยะยาว
นี่จึงเป็นโจทย์ว่าระบบส่งเสริมการลงทุนควรขยับจากการวัดเพียง Local Content ไปสู่การวัด Local Capability หรือไม่ กล่าวคือ ไม่ใช่แค่ถามว่า “ใช้เงินในไทยเท่าไร” แต่ต้องถามต่อว่า “ทำให้คนไทยเก่งขึ้นและบริษัทไทยแข็งแรงขึ้นแค่ไหน”
ประเด็นที่น่ากังวลคือ เมื่อการลงทุนเปลี่ยนจากโรงงานที่ใช้แรงงานจำนวนมากไปสู่ Smart Factory นักลงทุนกลับต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น แต่หากไทยไม่มีแรงงานที่ตรงกับความต้องการ นักลงทุนก็มีทางเลือกในการนำแรงงานจากประเทศต้นทางเข้ามาแทน เพื่อให้โรงงานสามารถเดินเครื่องได้เร็วที่สุด
ดร.ไพจิตรชี้ว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ไทยอาจเสียโอกาส 2 ต่อ ทั้ง โอกาสในการจ้างงาน และ โอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพราะองค์ความรู้จำนวนมากต้องถ่ายทอดผ่านการทำงานร่วมกันของคน
ดังนั้น คำถามจึงไม่ควรหยุดที่ว่า นักลงทุนสร้างงานกี่ตำแหน่ง แต่ต้องลงลึกว่าสร้างงานประเภทไหน และทำให้แรงงานไทยมีทักษะเพิ่มขึ้นเท่าไร
ถึงเวลาผูก “การลงทุน” กับ “การพัฒนาคน”?
ข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือ การกำหนดเงื่อนไขให้การนำแรงงานต่างชาติเข้ามาในช่วงเริ่มต้นของโครงการต้องมาพร้อมกับการถ่ายทอดทักษะให้แรงงานไทย ดร.ไพจิตรเสนอโมเดลว่า นักลงทุนอาจนำแรงงานจากจีนเข้ามาในช่วงเริ่มต้นประมาณ 3 เดือน เพื่อทำ On the Job Training
โดยให้แรงงานไทยเข้าไปทำงานร่วมกันเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิต ก่อนที่แรงงานจีนจะกลับประเทศ และให้แรงงานไทยที่ผ่านการฝึกเป็นผู้ดำเนินงานต่อ ดังนั้นแรงงานต่างชาติไม่ควรถูกมองเพียงเป็นคำตอบของปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้
โจทย์จึงอยู่ที่การออกแบบเงื่อนไขให้การนำแรงงานต่างชาติเข้ามา ช่วยสร้างแรงงานไทยที่มีทักษะเพิ่มขึ้นในท้ายที่สุด
จาก “จ้างงาน” สู่ “สร้างคน”
Smart Factory ไม่ได้ต้องการแรงงานจำนวนมากเหมือนในอดีต แต่ต้องการแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีขั้นสูงได้ ดร.ไพจิตรจึงเสนอให้รัฐบาลเดินหน้า Upskill และ New Skill อย่างจริงจัง พร้อมปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทักษะด้าน STEM คือ 4 สาขาวิชาหลักได้แก่
- S — Science = วิทยาศาสตร์
- T — Technology = เทคโนโลยี
- E — Engineering = วิศวกรรมศาสตร์
- M — Mathematics = คณิตศาสตร์
และการเรียนรู้จากการทำงานจริง
เพราะฉะนั้น หากประเทศไทยต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง สิ่งที่ต้องดึงเข้ามาพร้อมกับเงินลงทุนคือ “การลงทุนในคน”
แล้วบริษัทไทยได้เข้าไปอยู่ตรงไหน?
อีกโจทย์หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Ecosystem การตั้งโรงงานขนาดใหญ่จากต่างประเทศไม่ควรจบเพียงการมีโรงงานของบริษัทต่างชาติ แต่ควรสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี โลจิสติกส์ การวิจัยและพัฒนา และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมนั้น
เพราะหากทุนต่างชาติเข้ามาแล้วทำทุกอย่างภายในเครือข่ายของตัวเอง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กระจายไปยังผู้ประกอบการไทยก็อาจไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้น การส่งเสริมการลงทุนในยุคใหม่จึงควรมองไกลกว่าจำนวนเงินลงทุน โดยต้องถามว่านักลงทุนรายนี้จะสร้างอุตสาหกรรมรอบตัวขึ้นมาในประเทศไทยได้มากแค่ไหน
เปลี่ยนจาก “สิทธิประโยชน์” เป็น “สัญญาผลประโยชน์ร่วม”
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้จึงอาจไม่ใช่การลดหรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ แต่คือการออกแบบ “เงื่อนไขแลกเปลี่ยน” ให้ชัดเจน เปลี่ยนจาก Investment Promotion ไปสู่แนวคิดที่มอง “คุณภาพของการลงทุน” มากกว่าปริมาณเงินลงทุน
เมื่อไทยให้สิทธิประโยชน์ ต้องไม่ใช่เพียงเกิดการลงทุนขึ้นเท่านั้น แต่ต้องพ่วงไปกับการจ้างงานคุณภาพ ,การพัฒนาคน ,การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงธุรกิจไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนั้นๆ
ดร.ไพจิตรย้ำว่า รัฐต้องไม่เน้นการปรับเปลี่ยนเพื่อผลระยะสั้น แต่ต้องมองยุทธศาสตร์ระยะยาว และกล้าปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมที่มีอนาคต โดยไม่ปล่อยให้การรักษาอุตสาหกรรมเดิมกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
โจทย์ของรัฐบาลจึงละเอียดขึ้นว่า จะออกแบบเงื่อนไขอย่างไรให้ นักลงทุนยังเห็นความคุ้มค่าในการเข้ามาลงทุน ขณะที่ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์สูงสุดในระยะยาว เพราะหากไทยให้สิทธิประโยชน์โดยไม่มีเงื่อนไขมากพอ ประเทศอาจได้เพียงโรงงานและเม็ดเงินลงทุน แต่ไม่ได้เทคโนโลยี ได้การจ้างงาน แต่ไม่ได้การยกระดับทักษะ และได้ฐานผลิต แต่ไม่ได้ระบบนิเวศอุตสาหกรรม






