
'อนุทิน' ถกนายกฯ ออสเตรเลีย ผ่อนคลายส่งออกน้ำมันเครื่องบิน จ่อขยายวีซ่าแรงงาน
นายกฯ อนุทิน เตรียมหารือนายแอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย พรุ่งนี้ ผ่อนคลายส่งออกน้ำมันเครื่องบิน จ่อขยายวีซ่าแรงงาน เร่งดันลงทุน เชื่อออสเตรเลียสามารถใช้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานได้
KEY
POINTS
- นายกฯอนุทิน เตรียมหารือกับนายกฯออสเตรเลีย เพื่อผ่อนคลายมาตรการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ให้แก่ออสเตรเลียซึ่งมีความต้องการสูง ขณะที่ไทยมีปริมาณส่วนเกิน
- มีแผนที่จะเจรจาเพื่อผลักดันการขยายวีซ่าทำงานให้แรงงานไทยฝีมือดี โดยเฉพาะกลุ่มเชฟ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในธุรกิจร้านอาหารไทยที่กำลังเติบโต
- ความร่วมมือทั้งสองด้านถือเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยไทยจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออก ขณะที่ออสเตรเลียจะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนทั้งน้ำมันและแรงงานได้
18 สิงหาคม 2569 เวลา 17.40 น. ตามเวลาที่นครซิดนีย์เร็วกว่าเวลาที่ประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในการหารือกับนายแอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย วันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.) ที่กรุงแคนเบอร์รา เอกอัครราชทูตออสเตรเลียได้แจ้งว่า ขณะนี้ออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) เป็นจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณส่วนเกินอยู่ เนื่องจากการผลิตน้ำมันดีเซลจำนวนมากทำให้ได้น้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น หากรัฐบาลออสเตรเลียแสดงเจตจำนงในวันพรุ่งนี้ ไทยก็พร้อมผ่อนคลายมาตรการส่งออกน้ำมันอากาศยานให้ทันที ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยอีกช่องทางหนึ่ง
ทางเอกอัครราชทูตออสเตรเลียได้แจ้งให้ทราบว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันอากาศยานสำรองส่วนเกิน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการผลิตน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก ดังนั้น หากทางรัฐบาลออสเตรเลียแสดงเจตจำนง รัฐบาลไทยก็พร้อมที่จะพิจารณาคลายล็อกกฎระเบียบเพื่อส่งออกน้ำมันอากาศยานไปช่วยเหลือ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของออสเตรเลียแล้ว ยังเป็นการเพิ่มยอดการส่งออกและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยอีกด้วย
ส่วนจะมีการหารือถึงประเด็นการผลักดันแรงงานไทยให้มาทำงานที่ออสเตรเลียเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันวีซ่าทำงานมีระยะเวลาที่สั้นลง นายอนุทิน ยืนยันว่า จะต้องมีการเจรจาในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ภายหลังจากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนย่านไทยทาวน์ และพบว่าธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเติบโต แต่กลับเผชิญปัญหาขาดแคลนเชฟ รัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเจรจาแก้ไขข้อติดขัดตรงนี้
พร้อมกับต้องสร้างความมั่นใจให้เขาเห็นว่า คนไทยที่มาทำงานในปัจจุบันไม่ได้มาดิ้นรนแบบหลบๆ ซ่อนๆ ผิดกฎหมายเหมือนในอดีต แต่พร้อมที่จะมานำเสนอความสามารถและความเชี่ยวชาญ ซึ่งการเปิดโอกาสให้แรงงานฝีมือชาวไทยเข้ามา จะเป็นการช่วยยกระดับเศรษฐกิจของออสเตรเลียและถือเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป"
ส่วนการเป็นประธานเปิดกิจกรรมพบปะหารือกับภาคธุรกิจ (Networking Reception) ระหว่างนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำของไทยและออสเตรเลียภายในงาน Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากออสเตรเลียมากกว่า 70 ราย ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นั้น นายกฯ ยอมรับว่า
"เหมือนกับทุกที่ที่ไปพบนักธุรกิจชาวต่างชาติซึ่งมีความมั่นใจในประเทศไทยเป็นอันมาก และนี่คือสิ่งที่พยายามเรียนพี่น้องประชาชนคนไทยตลอดว่าประเทศไทยมีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และมีจุดดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งหากคนในประเทศยิ่งสร้างความสมานฉันท์สามัคคีเป็นอันหนึ่งเดียวกัน แรงดึงดูดเหล่านี้ก็จะยิ่งมีพลังเพิ่มมากขึ้น" นายอนุทิน ระบุ
สำหรับกิจกรรมการพบปะหารือกับภาคธุรกิจระหว่างนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำของไทยและออสเตรเลีย ได้เห็นบริษัทขนาดใหญ่ของออสเตรเลียมุ่งหน้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มที่เข้ามาลงทุนแล้วต่างระบุว่ากำลังเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจก็ยืนยันว่าประเทศไทยคือตัวเลือกอันดับหนึ่งที่จะพิจารณาไปลงทุน ซึ่งปัจจุบันบีโอไอมีแนวทางที่เรียกว่า Thailand Fast Pass เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับกลไกของ Thailand Fast Pass นั้น เห็นว่า ทุกกระบวนการจะรวมศูนย์อยู่ที่บีโอไอ หากนักลงทุนติดขัดปัญหาใดก็สามารถแจ้งผ่านบีโอไอได้โดยตรง ซึ่งจะทำหน้าที่ประสานเคลียร์อุปสรรคหรือคอขวดต่าง ๆ ให้ทั้งหมด โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อหลายกระทรวงหรือหลายหน่วยงานด้วยตนเอง แนวทางดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก และมีเสียงตอบรับว่ากระบวนการลงทุนในปัจจุบันรวดเร็วและสะดวกกว่าเดิมมาก
นอกจากความสะดวกด้านกระบวนการลงทุนแล้ว นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ระบบเส้นทางขนส่งสินค้า และเสถียรภาพทางการเมืองของไทย โดยระบุว่าอาจมีเพียงคนไทยบางส่วนเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจและมองว่าประเทศไม่มั่นคง แต่ในสายตานานาชาติยังไม่เคยได้ยินคำร้องเรียนใด ๆ มีเพียงความมั่นใจและเจตนารมณ์ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบทั้งด้านสภาพภูมิศาสตร์ ความสะดวกสบาย และความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยขาดความมั่นใจในประเทศไทย จึงให้ความสำคัญกับการเดินทางไปสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนโดยตรง ด้วยการใช้เวลาอยู่กับนักลงทุนเพื่อรับฟังความต้องการ แทนที่จะเพียงกล่าวปราศรัยเปิดงานแล้วเดินทางกลับ ซึ่งจากการพูดคุยยังไม่พบสิ่งที่เป็นอุปสรรค และนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าไทยเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ โดยตัวเลขการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกสูงถึง 60,000 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท
ส่วนความร่วมมือระหว่างกันนั้น นายกฯ กล่าวว่า ออสเตรเลียสามารถใช้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานได้ ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศที่อาจต้องนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด เนื่องจากออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในไทยมาเป็นเวลานานแล้ว จึงสามารถใช้ซัพพลายเชนภายในประเทศสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ โดยในวันพรุ่งนี้จะหารือกัลนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียต่อไป







