thansettakij
thansettakij
ทุนจีนรุก ทุนญี่ปุ่นชะลอ ไทยอยู่ตรงไหนในสมการลงทุนโลก

ทุนจีนรุก ทุนญี่ปุ่นชะลอ ไทยอยู่ตรงไหนในสมการลงทุนโลก

ไทยอยู่ตรงไหนในสมการลงทุนโลก เมื่อภูมิทัศน์การลงทุนในไทยกำลังเปลี่ยนขั้ว ทุนจีนรุกคืบในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง เช่น EV โรงงานอัจฉริยะ ขณะที่การลงทุนจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นฐานเดิมเริ่มชะลอตัว ไทยต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนเพื่อการตัดสินใจของนักลงทุน พร้อมยกระดับแรงงานให้พร้อมรับอานิสงค์ของอุตสาหกรรมยุคใหม่

KEY

POINTS

  • ภูมิทัศน์การลงทุนในไทยกำลังเปลี่ยนขั้ว โดยทุนจีนรุกคืบในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโรงงานอัจฉริยะ ขณะที่การลงทุนจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นฐานเดิมเริ่มชะลอตัว
  • การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ "ค่าแรงถูก" อีกต่อไป แต่เป็นการพัฒนา "แรงงานทักษะสูง" และสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • นโยบายที่ไม่ชัดเจนของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พยายามหนุนทั้งรถยนต์สันดาปและ EV สร้างความไม่แน่นอนและอาจกระทบการตัดสินใจของนักลงทุน
  • ไทยมีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสด้านการจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยี หากไม่สามารถพัฒนาแรงงานทักษะสูงให้ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนจีน ซึ่งอาจนำไปสู่การนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ

ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างการลงทุน เมื่อ “ทุนจีน” เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฐานการผลิตจากประเทศที่เคยเป็นกำลังหลักอย่างญี่ปุ่นเริ่มเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิต และทิศทางอุตสาหกรรมโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครกำลังเข้ามาลงทุนในไทย” แต่คือ ไทยกำลังได้อะไรจากการเปลี่ยนขั้วของทุน และมีอำนาจกำหนดทิศทางการลงทุนมากน้อยแค่ไหน

จากฐานผลิตญี่ปุ่น สู่ยุคทุนจีนรุก

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนมองว่า ในภาพใหญ่นั้นบทบาทด้านการลงทุนของจีนในไทยและอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจีนจะยังมีบทบาทเป็นนักลงทุนรายสำคัญ ขณะที่ประเทศอื่นอาจชะลอหรือลดการลงทุนลงจากปัจจัยด้านต้นทุนค่าจ้างและต้นทุนการผลิตในไทยที่สูงขึ้น

จุดที่น่าสนใจคือ จีนไม่ได้เข้ามาแข่งขันด้วยโมเดลการผลิตแบบเดิมที่ต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก แต่กำลังนำระบบ Smart Factory และ Automation เข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานทั่วไป ขณะเดียวกันกลับเพิ่มความต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง เพื่อควบคุมและบริหารเทคโนโลยีในสายการผลิต

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีน

นั่นหมายความว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนในระยะต่อไปอาจไม่ได้วัดกันเพียงเรื่อง “ค่าแรงถูก” อีกแล้ว แต่จะวัดกันที่ว่า ประเทศใดสามารถรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง และมีแรงงานที่พร้อมสำหรับโรงงานยุคใหม่มากกว่ากัน

สัญญาณไทยไม่ชัด กระทบเงินลงทุน

ดร.ไพจิตรมองว่า ที่ผ่านมาไทยพยายามรักษาฐานการผลิตรถยนต์สันดาปเดิมไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องการผลักดันอุตสาหกรรม EV ซึ่งการส่งสัญญาณที่ก้ำกึ่งเช่นนี้อาจทำให้นักลงทุนไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนของไทย

การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ซึ่งไทยมีฐานการผลิตจากญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV

ดร.ไพจิตรระบุว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มชะลอหรือถอนการลงทุน คือโรงงานญี่ปุ่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีมากนัก และยังยึดติดกับระบบการผลิตเดิม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์

ขณะที่จีนเดินหน้าเทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็วและสร้างภาพลักษณ์ด้านนวัตกรรมจนสามารถขยายตลาด EV ได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาของไทยจึงอยู่ที่การจัดการกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเดิมอย่างไรให้เหมาะสม

ทุนเปลี่ยน ไทยต้องปรับ 

จากมุมมองของดร.ไพจิตร สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่เพียงแข่งขันกันลดต้นทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุน เพราะต้นทุนแรงงานของไทยสูงขึ้นแล้ว แต่ต้องยกระดับตัวเองไปสู่ฐานการผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น

โรงงานยุคใหม่ที่ใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีขั้นสูง แม้จะใช้แรงงานน้อยลง แต่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะสูงกว่าเดิม ขณะที่การลงทุนใน Smart Factory มีมูลค่าสูง และต้องเร่งเดินเครื่องผลิตให้เต็มกำลัง เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หากเริ่มผลิตล่าช้า เทคโนโลยีที่ลงทุนไปก็มีความเสี่ยงที่จะล้าสมัย

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องแข่งขันจึงไม่ใช่ “แรงงานราคาถูก” แต่คือการพัฒนา แรงงานคุณภาพสูง ผนวกกับโครงสร้างพื้นฐาน ,ระบบนิเวศอุตสาหกรรม และความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีใหม่

การเปลี่ยนขั้วของทุนกำลังนำไทยเข้าสู่โจทย์ใหม่ เพราะหากนักลงทุนจีนเข้ามาพร้อมเทคโนโลยีและระบบการผลิตสมัยใหม่ แต่ไทยไม่สามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะรองรับได้ ผลประโยชน์จากการลงทุนอาจไม่ได้ตกกับเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่

แรงงานจีนทะลัก หากไทยไม่ Up Skill

ดร.ไพจิตรชี้ว่า เมื่อผู้ประกอบการจีนเข้ามาแล้วไม่สามารถหาแรงงานไทยที่มีทักษะตรงกับความต้องการได้ นักลงทุนอาจนำแรงงานจากจีนเข้ามาทำงานเอง เพื่อให้สามารถเปิดสายการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไทยเสียทั้งโอกาสในการจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ประเด็นนี้จึงทำให้คำว่า “การถ่ายทอดเทคโนโลยี” ต้องถูกยกระดับจากการเป็นเพียงผลพลอยได้ของการลงทุน มาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของนโยบายดึงดูดการลงทุน เพราะหากไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งโรงงาน แต่คนไทยไม่ได้เข้าไปอยู่ในสายการผลิต ไม่ได้เรียนรู้เทคโนโลยี และบริษัทไทยไม่ได้เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ก็อาจเกิดสถานการณ์ที่เงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจได้