thansettakij
thansettakij
งบรักษาข้าราชการพุ่ง 9 หมื่นล้าน 'บัญชีกลาง' รื้อระบบ 4 เรื่อง 1 เดือนรู้ผล

งบรักษาข้าราชการพุ่ง 9 หมื่นล้าน 'บัญชีกลาง' รื้อระบบ 4 เรื่อง 1 เดือนรู้ผล

13 ก.ค. 69 | 07:24 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ค. 69 | 07:35 น.

บัญชีกลางรื้อระบบสวัสดิการ โฟกัส 4 เรื่อง ขีดเส้นจบใน 1 เดือน หลังงบค่ารักษาข้าราชการพุ่ง 9 หมื่นล้าน เร่งคุมทุจริต-เปิดทางครอบครัวเลือกใช้สิทธิ

KEY

POINTS

  • งบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งสูงกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี เนื่องจากผู้มีสิทธิกว่าครึ่งเป็นผู้สูงอายุ
  • กรมบัญชีกลางเตรียมปฏิรูประบบครั้งใหญ่ โดยจะแก้ไขกฎหมายใน 4 ประเด็นหลักเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและอุดช่องโหว่ทุจริต
  • การแก้ไขกฎหมายจะครอบคลุมการเพิ่มบทลงโทษกรณีทุจริตเบิกจ่ายยา และเปิดให้ครอบครัวข้าราชการเลือกใช้สิทธิการรักษาอื่นได้
  • กรมบัญชีกลางตั้งเป้าสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

กรมบัญชีกลางเดินหน้าปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการครั้งใหญ่ หลังภาระงบประมาณค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงกว่า 90,000 ล้านบาทต่อปี จากผู้ใช้สิทธิรวมกว่า 5 ล้านคน ซึ่งกว่าครึ่งเป็นผู้สูงอายุ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไขกฎหมาย อุดช่องโหว่การทุจริต เปิดทางให้สมาชิกครอบครัวสามารถเลือกใช้สิทธิรักษาพยาบาลอื่นได้ 

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมบัญชีกลางดูแลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและสมาชิกครอบครัวรวมประมาณ 5 ล้านคน โดยพบว่ากว่าครึ่งเป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่งผลให้ภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ความก้าวหน้าทางการแพทย์ และการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จนใช้งบประมาณสูงกว่า 90,000 ล้านบาทต่อปี

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงอยู่ระหว่างทบทวนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร ภาระทางการคลัง และความต้องการของข้าราชการในอนาคต

เปิดรับฟังความคิดเห็น รื้อกฎหมายอุดช่องโหว่

กรมบัญชีกลาง ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม-8 สิงหาคม 2569 โดยตั้งเป้าศึกษาแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง

นางแพตริเซีย กล่าวว่า สาระสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. กำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งเบิกค่ารักษาผ่านระบบจ่ายตรง (Direct Billing) กับกรมบัญชีกลางเท่านั้น เพื่อเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
  2. เปิดโอกาสให้สมาชิกครอบครัวของข้าราชการเลือกใช้สิทธิรักษาพยาบาลอื่นได้ เช่น สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) หรือประกันสังคม จากเดิมที่ต้องใช้สิทธิข้าราชการเพียงอย่างเดียว
  3. เพิ่มบทลงโทษกรณีทุจริตการใช้สิทธิ โดยหากพบว่าบุคคลในครอบครัวคนใดกระทำผิด เช่น ตระเวนรับยาหลายแห่ง (Drug Shopping) หรือเบิกยาไปจำหน่ายต่อ จะถูกตัดสิทธิการเบิกจ่ายทั้งครอบครัว รวมถึงตัวข้าราชการเจ้าของสิทธิด้วย
  4. กำหนดมาตรฐานธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ของสถานพยาบาล เพื่อลดการใช้ยาที่เกินความจำเป็น

พบโกงสะสมกว่า 250 ล้านบาท เร่งใช้ AI จับทุจริต

นางแพตริเซีย กล่าวว่า ปัญหาที่กรมให้ความสำคัญคือการทุจริตผ่านการ "ช้อปปิ้งยา" หรือการตระเวนเข้ารับการรักษาหลายโรงพยาบาลเพื่อรับยาชนิดเดียวกันเกินความจำเป็น รวมถึงการนำยาที่ได้รับจากสิทธิสวัสดิการไปจำหน่ายต่อ

"ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กรมตรวจพบความเสียหายจากการทุจริตสะสมประมาณ 200-250 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันระบบมีรายการเบิกจ่ายกว่า 35 ล้านรายการต่อปี แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงเพียง 6 คน ทำให้การตรวจสอบด้วยแรงงานคนมีข้อจำกัด"

ทั้งนี้ กรมจึงอยู่ระหว่างพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติของการเบิกจ่าย ให้สามารถตรวจพบการทุจริตได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

ชี้ใช้ระบบประกันสุขภาพทำได้ยาก

ส่วนกรณีนำระบบระบบประกันสุขภาพมาปรับใช้กับสวัสดิการข้าราชการนั้น ที่ผ่านมาเคยมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการซื้อประกันสุขภาพมาทดแทนระบบปัจจุบัน แต่พบว่ามีข้อจำกัดที่ "ทำได้ยากมาก" เนื่องจากค่าบริหารจัดการสูง เฉพาะค่าระบบการทำ Clearing (การตรวจสอบและชำระเงิน) ก็มีราคาสูงมากแล้ว

ทั้งนี้  ระบบสวัสดิการข้าราชการในปัจจุบันมีข้อตกลงว่า ต้องดูแลผู้มีสิทธิ์ไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งช่วงที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงที่สุดคือช่วงประมาณ 1 เดือนสุดท้ายของชีวิต ซึ่งบริษัทประกันส่วนใหญ่ยากที่จะรับความเสี่ยงในลักษณะการดูแลจนวาระสุดท้ายของชีวิตแบบนี้

นอกจากนี้ ระบบราชการมีการเปลี่ยนสถานะและมีจุดที่ใช้สิทธิ์ได้หลากหลายที่ ทำให้การบริหารโดยบริษัทประกันโดยตรงทำได้ยาก

ศึกษาแพ็กเกจใหม่ รองรับข้าราชการรุ่นใหม่

ในระยะยาว กรมบัญชีกลางยังศึกษาการออกแบบระบบสวัสดิการและบำเหน็จบำนาญสำหรับข้าราชการที่เข้ารับราชการใหม่ โดยยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อสิทธิของข้าราชการปัจจุบันและผู้เกษียณอายุราชการแล้ว

ผลสำรวจความคิดเห็นข้าราชการอายุต่ำกว่า 30 ปี พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐปรับเพิ่มเงินเดือนมากกว่าการรอรับบำนาญในอนาคต อีกทั้งยังสนใจบริหารเงินออมผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมด้วยตนเอง

"กรมบัญชีกลางจึงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำแพ็กเกจสวัสดิการที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของข้าราชการแต่ละช่วงวัย"

ดันใช้ "ยาสามัญ" คุมงบ เน้นป้องกันโรค

อีกแนวทางหนึ่งในการควบคุมค่าใช้จ่าย คือการผลักดันการใช้ยาสามัญ (Generic Drug) ที่ผลิตในประเทศแทนยาต้นแบบ ซึ่งมีราคาสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมส่งเสริมการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในระยะยาว

"กรมจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น ก่อนรวบรวมข้อเสนอเพื่อจัดทำร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยคาดหวังว่าการปรับปรุงครั้งนี้จะทำให้ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ"