
เปิด 8 กลุ่มสินค้าไทยเสี่ยงโดนสหรัฐฯ ตรวจแหล่งกำเนิด มูลค่าส่งออก 52.23 พันล้านดอลลาร์
สหรัฐอเมริกาจับตาไทย Tier 2 เปิด 8 อุตสาหกรรมเสี่ยง 3.45 แสนล้าน ปมจีนสวมสิทธิ์ ต้องเร่งทำ Origin Traceability เดินหน้าพิสูจน์ผลิตจากไทยจริง
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) จากจีน ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเสี่ยง (Tier 2) ที่อาจถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้ามากขึ้น
- มีสินค้า 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ มีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ รวม 52.23 พันล้านดอลลาร์ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็ก และพลาสติก
- สาเหตุของความเสี่ยงมาจากการที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานในไทยลดลง สวนทางกับยอดส่งออกไปสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาประกอบเพื่อส่งออกต่อ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยผลการวิเคราะห์ผลกระทบจากการปราบปรามการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) ของสหรัฐฯ ภายใต้รายงาน The Great Transshipment Scam: Rise, Scope, and Costs ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานนโยบายการค้าและการผลิตแห่งทำเนียบขาว (Office of Trade and Manufacturing Policy: OTMP) เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ว่า รายงานดังกล่าวมุ่งตรวจสอบกรณีผู้ผลิตและผู้ส่งออกจีนใช้ประเทศที่สามเป็นช่องทางส่งผ่าน ประกอบ หรือแปรรูปสินค้า ก่อนสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นประเทศที่สาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ
รายงานระบุว่า การสวมสิทธิ์มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเปลี่ยนฉลากหรือเอกสาร การส่งผ่านสินค้าโดยไม่มีการผลิตอย่างแท้จริง การประกอบหรือแปรรูปเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงการใช้โรงงานหรือการลงทุนของจีนในประเทศที่สาม ซึ่งยังพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี หรือการควบคุมจากจีนในระดับสูง
การใช้วัตถุดิบจีนหรือการลงทุนของจีน ไม่ได้หมายความว่าเป็นการสวมสิทธิ์โดยอัตโนมัติ หากกระบวนการผลิตเป็นไปตามหลักถิ่นกำเนิดสินค้าและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ไทยอยู่กลุ่ม Tier 2 ร่วมบราซิล-อินโดนีเซีย
สำหรับประเทศไทย รายงานจัดให้อยู่ในกลุ่ม Tier 2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับจีนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านวัตถุดิบ ฐานการผลิต ระบบโลจิสติกส์ และเส้นทางการค้าทั้งนี้ การจัด Tier เป็นเพียงการจำแนกระดับความเสี่ยงเพื่อการวิเคราะห์ ไม่ได้หมายความว่าไทยหรือผู้ส่งออกไทยถูกวินิจฉัยว่ากระทำการสวมสิทธิ์สินค้า
รายงานดังกล่าวยังไม่ใช่มาตรการเรียกเก็บภาษีฉบับใหม่ และไม่ได้ทำให้สินค้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มโดยอัตโนมัติ แต่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดกรองของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบเอกสาร แหล่งกำเนิดสินค้า และกระบวนการผลิตที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการเรียกหลักฐานเพิ่มเติม หากพบเหตุอันควรสงสัย
โครงสร้างการค้าไทย-จีนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา โดยปี 2559 ไทยส่งออกไปจีนมูลค่า 23,568 ล้านดอลลาร์ ก่อนเพิ่มเป็น 39,381 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 67.1%ขณะที่การนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นจาก 41,044 ล้านดอลลาร์ ในปี 2559 เป็น 108,557 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นถึง 164.5%
สะท้อนว่าการนำเข้าจากจีนขยายตัวเร็วกว่าการส่งออกไปจีนประมาณ 2.5 เท่าส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มจาก 17,476 ล้านดอลลาร์ ในปี 2559 เป็น 69,176 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 295.8% โดยตลอด 10 ปี ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสะสม 286,879 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.61 ล้านล้านบาท
สำหรับปี 2569 คาดว่าไทยจะส่งออกไปจีน 41,495 ล้านดอลลาร์ และนำเข้าจากจีน 116,990 ล้านดอลลาร์ ทำให้ขาดดุลการค้ากับจีนประมาณ 75,495 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.53 ล้านล้านบาท และหากรวมยอดขาดดุลสะสมระหว่างปี 2559-2569 จะอยู่ที่ 362,374 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 12.14 ล้านล้านบาท
สินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม วัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่ใช้ในภาคการผลิต โดยสินค้า 10 กลุ่มที่มีมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นมากที่สุด มีสัดส่วนต่อการนำเข้าจากจีนเพิ่มจาก 69.08% ในปี 2559 เป็น 76.86% ในปี 256 กลุ่มสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล ยานยนต์และส่วนประกอบ พลาสติก เหล็ก ทองแดง รวมถึงเครื่องมือวัดและเครื่องมือแพทย์ ประเมินความเสี่ยงส่งออก 1.72-3.45 แสนล้านบาท
8 กลุ่มอุตสาหกรรมเสี่ยง
จากการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างการนำเข้าจากจีนกับการส่งออกไปสหรัฐฯ พบว่า มี 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ควรจับตา เนื่องจากมีโอกาสถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและกระบวนการผลิตในไทยมากขึ้น ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก ยานยนต์และส่วนประกอบทองแดงและผลิตภัณฑ์ทองแดง เครื่องมือวัด เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสายตา
ทั้ง 8 กลุ่มมีมูลค่าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 รวมประมาณ 52.23 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 72.33% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด
อย่างไรก็ดี อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization: Cap U) ของหลายอุตสาหกรรมลดลงในช่วงปี 2564-2568 ทั้งที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นโดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้า มี Cap U ลดจาก 65.87% เหลือ 58.99% หรือลดลง 6.88 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบลดลงมากถึง 16.66 จุด จาก 69.45% เหลือ 52.79%
ส่วนพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกลดลง 5.70 จุด จาก 61.74% เหลือ 56.04% ขณะที่เหล็กและเหล็กกล้าลดลง 3.89 จุด จาก 52.29% เหลือ 48.40%
รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า การลดลงของ Cap U เป็นสัญญาณเตือนว่าโรงงานไทยผลิตสินค้าลดลง ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จึงอาจสะท้อนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนเพิ่มขึ้น หรือการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปเพื่อมาประกอบหรือแปรรูปในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก เหล็ก และผลิตภัณฑ์โลหะ
ภายใต้สมมติฐานว่าสินค้าประมาณ 10-20% ของมูลค่าการส่งออกใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมเสี่ยงอาจเข้าข่ายถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด ประเมินว่ามูลค่าการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบอยู่ที่ 5.2-10.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.72-3.45 แสนล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์
หากแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีต่ำ สินค้าที่มีความเสี่ยง 10% คิดเป็นมูลค่า 172,359 ล้านบาท กรณีกลาง 15% อยู่ที่ 258,555 ล้านบาท และกรณีสูง 20% อยู่ที่ 344,718 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็น มูลค่าสินค้าที่อาจอยู่ภายใต้ความเสี่ยง ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายหรือมูลค่าการส่งออกที่จะสูญเสียทั้งหมด เนื่องจากสินค้าที่ถูกตรวจสอบยังสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ หากผู้ส่งออกสามารถพิสูจน์แหล่งกำเนิดและกระบวนการผลิตในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
แนะเร่งจัดการ 6 เรื่อง
ไทยควรเร่งดำเนินการ 6 เรื่อง ได้แก่ จัดทำบัญชีสินค้าเสี่ยงโดยเปรียบเทียบการนำเข้าจากจีนกับการส่งออกไปสหรัฐฯ ตรวจสอบโรงงานที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นผิดปกติแต่การใช้ไฟฟ้า แรงงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบในประเทศไม่สอดคล้องกับกำลังการผลิต
รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ควรกำหนดให้โครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงแสดงกระบวนการผลิตจริง แหล่งวัตถุดิบ และมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย รวมถึงสร้างระบบ Thai Origin Traceability และ AI เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถแสดงหลักฐานย้อนหลังตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และแยกให้ชัดเจนระหว่างการลงทุนและการผลิตจริงในไทย กับการส่งผ่านหรือการแปรรูปเพียงเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายถูกเหมารวมไปด้วย







