thansettakij
thansettakij
‘ศุภจี’ ชงแต้มต่อ 3 อุตฯป้องกันประเทศ -แพทย์-รถราง ดัน MiT ขึ้นแท่นสินค้ารัฐ

‘ศุภจี’ ชงแต้มต่อ 3 อุตฯป้องกันประเทศ -แพทย์-รถราง ดัน MiT ขึ้นแท่นสินค้ารัฐ

13 ส.ค. 69 | 08:18 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ส.ค. 69 | 08:20 น.

ศุภจีเปิดเกมอุตสาหกรรมไทย ดัน New S-Curve ผนึก ‘Defense-แพทย์-รถราง’ สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ลุยปฏิรูปอุตฯไทย เปลี่ยนฐาน MPI ปี 67 ดึงเซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์เข้าคำนวณ

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเสนอนโยบายให้แต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแก่สินค้าที่ผลิตในประเทศภายใต้มาตรฐาน Made in Thailand (MiT)
  • นโยบายมุ่งเน้นสนับสนุน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, การแพทย์และสาธารณสุข และระบบราง
  • มีเป้าหมายเพื่อใช้กลไกตลาดภาครัฐสร้างอุปสงค์สำหรับสินค้าไทย เพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า จะมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และเพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ โดยจะใช้ตลาดภาครัฐเป็นกลไกสร้างอุปสงค์ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างและ Green Procurement เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน นำไปสู่การลงทุนใหม่ รายได้ การจ้างงาน และการขยายตลาดในระยะยาว

‘ศุภจี’ ชงแต้มต่อ 3 อุตฯป้องกันประเทศ -แพทย์-รถราง ดัน MiT ขึ้นแท่นสินค้ารัฐ

สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเชื่อมโยงวิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับประสิทธิภาพและมาตรฐานการผลิต พัฒนาทักษะแรงงาน ไปจนถึงการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีมาใช้จริง โดยใช้กลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เพื่อยกระดับเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต สัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ มาตรฐาน และเทคโนโลยี 

รวมถึงเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและผู้ซื้อรายใหญ่ ควบคู่กับมาตรฐาน Made in Thailand (MiT) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อรับรองว่าสินค้ามีการผลิตจริงในประเทศและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

ดัน MiT สร้างแต้มต่อ 3 อุตฯหลัก

“แผน MiT ให้แต้มต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใช้ชิ้นส่วนผสมภายในประเทศภายใต้กรอบ MiT โดยจะให้แต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แก่ 3 อุตสาหกรรมเฉพาะ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense) 2.อุตสาหกรรมสาธารณสุขและการแพทย์ และ 3.อุตสาหกรรมคมนาคม (รถราง) โดยสินค้าที่ได้รับแต้มต่อจะต้องได้รับมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกับการเพิ่มสัดส่วน Local Content ในประเทศ”

นอกจากนี้ ยังมีการหารือร่วมกับคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่มีการประชุมคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อติดตามงบประมาณบูรณาการและวางแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม, โดยที่ประชุมได้หารือถึงการหาอุตสาหกรรมตัวใหม่ (New S-Curve) เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมชีวภาพ (Biotechnology), ดิจิทัลและ AI, ยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 

นางศุภจี กล่าวอีกว่า จะมีการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ให้สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยจะเปลี่ยนปีฐานจากปี 2564 เป็นปี 2567 เพื่อนำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และโฟโตนิกส์ (Photonics) เข้ามาคำนวณด้วย เพื่อให้ข้อมูลสามารถสะท้อนศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยได้แม่นยำขึ้น

‘ศุภจี’ ชงแต้มต่อ 3 อุตฯป้องกันประเทศ -แพทย์-รถราง ดัน MiT ขึ้นแท่นสินค้ารัฐ

 

ส่วนทางด้านพลังงานนั้น ได้มอบนโยบายสนับสนุนพลังงานชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล โดยประสานกระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลกลไกตลาดและทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายประมาณ 5-6 ฉบับต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และกฎหมายเกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะการจัดการกากอุตสาหกรรมที่จะต้องบูรณาการกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ

เล็งปรับปีฐาน MPI

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงเตรียมปรับปีฐาน MPI และ Capacity Utilization จากปี 2564 เป็น 2567 เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมปัจจุบัน โดยเพิ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์เข้ามาคำนวณ

อุตสาหกรรมดังกล่าวมียอดขายเติบโตประมาณ 2 เท่าจากปีก่อนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลกและการเปลี่ยนมาใช้ระบบ Optical มากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้าง Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่เชื่อมโยงและสร้างประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่