
ทนายความ ยื่นฟ้อง "หมอสรณ" ปม นั่งปธ.กสทช.ไม่ชอบ วาระค้าง-กระทบประชาชน
ทนายความ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เอาผิด "สรณ บุญใบชัยพฤกษ์" ปมสถานะประธาน กสทช. คลุมเครือ หลังกรรมการสรรหาชี้ขาดคุณสมบัติต้องห้าม ทำวาระค้างพิจารณากว่า 143 เรื่อง กระทบผู้บริโภคทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- ทนายความยื่นฟ้องประธาน กสทช. "สรณ บุญใบชัยพฤกษ์" ต่อศาลปกครองกลาง โดยชี้ว่าขาดคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการสรรหาเคยมีมติเป็นเอกฉันท์
- ความขัดแย้งเรื่องคุณสมบัติส่งผลให้การประชุม กสทช. ล่ม 5 ครั้งติดต่อกัน ทำให้วาระสำคัญที่กระทบต่อผู้บริโภคและประเทศชาติไม่ได้รับการพิจารณา
- การที่ กสทช. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สร้างความเสียหายในหลายด้าน เช่น การคุ้มครองผู้บริโภค, การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล (OTT), ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล และวงโคจรดาวเทียม
- คำฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยสถานะและสั่งห้ามปฏิบัติหน้าที่หากพบว่าผิดจริง เพื่อให้การดำเนินงานของ กสทช. เดินหน้าต่อไปได้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (14 ส.ค.69) นางสาวสรัลพร มีศิล อาชีพทนายความ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เอาผิดศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
คำฟ้องโดยสรุประบุว่า เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. และคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามแห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้สละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ไปแล้ว แต่กลับไม่ยอมรับมติและคำวินิจฉัยนี้ พร้อมกับยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ต่อศาลปกครองกลางขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการอ้างและตีความกฎหมายคนละทิศคนละทาง
ตัวผู้ฟ้องเป็นประชาชนที่ใช้บริการโทรศัพท์ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในประเทศไทย ซึ่งล้วนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ทั้งสิ้น จึงได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันส่งผลให้ กสทช. ไม่สามารถประชุมในวาระสำคัญต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชนได้
ความขัดแย้งในการตีความกฎหมายทำให้การประชุม กสทช. ล่มมาแล้วถึง 5 ครั้งติดต่อกัน องค์ประชุมไม่ครบตามกฎหมาย ทำให้วาระสำคัญที่กระทบต่อประชาชนผู้บริโภคและผู้ประกอบการค้างโดยไม่ได้รับการพิจารณา
ความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติ
ผู้ฟ้องคดีระบุว่า ในฐานะประชาชนชาวไทยผู้เสียภาษีอากรให้แก่รัฐ ซึ่งเงินภาษีส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เป็นค่าตอบแทนแก่คณะกรรมการ กสทช. และพนักงานสำนักงาน กสทช. ย่อมได้รับความเสียหายโดยตรงจากการที่ กสทช. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีหลายด้าน อาทิ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ (OTT) ด้านใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ด้านวงโคจรดาวเทียม และวาระที่เร่งด่วนและสำคัญมากหลายเรื่องที่กระทบต่อคนไทยทุกคน
ผู้ฟ้องคดีระบุว่า หากปล่อยให้ผู้ถูกฟ้องคดียังคงเดินหน้าทำหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไปในสภาพที่ยังไม่มีข้อยุติเรื่องสถานะ กรรมการอีก 3 คนก็จะยังคงปฏิเสธเข้าร่วมประชุมต่อไปเช่นเดิม เรื่องสำคัญก็จะค้างไม่ได้รับการพิจารณา และประชาชนก็จะยังได้รับผลกระทบต่อไปเรื่อย ๆ จึงมีความชอบธรรมที่ศาลจะรับคดีนี้ไว้ตรวจสอบและมีคำพิพากษาให้เกิดความชัดเจนในทางกฎหมายต่อไป
ท้ายคำฟ้องระบุว่า ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำผิดตามที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยหรือไม่ และหากมีความผิดจริง ขอให้มีคำพิพากษาห้ามผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. โดยไม่ชอบเพื่อให้ กสทช. สามารถมีการประชุมต่อไปได้ อันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน







