thansettakij
thansettakij
รัฐบาลดึงเอกชนจัดตลาดปั้น SME เกษตร ขึ้นแท่นเทียบบริษัทยักษ์

รัฐบาลดึงเอกชนจัดตลาดปั้น SME เกษตร ขึ้นแท่นเทียบบริษัทยักษ์

14 ส.ค. 69 | 03:22 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 03:22 น.

“กอบศักดิ์” เดินหน้า Quick Win–Big Win ปฏิรูปภาคเกษตรครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ชี้สินค้าตัวไหนแข่งขันไม่ได้อาจต้องลดผลิต-เปิดนำเข้า พร้อมเร่งเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ดันเกษตรมูลค่าสูง

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยจัดหาตลาดให้กับผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ
  • มีเป้าหมายเพื่อยกระดับและสนับสนุน SME ภาคการเกษตรให้สามารถเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่แข่งขันได้
  • ส่งเสริมการปรับโครงสร้างการผลิตโดยเน้นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และนำนวัตกรรม เช่น โดรน มาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

“กอบศักดิ์” เผยเตรียมดึงเอกชน จัดตลาดให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ อัพสเกล SME ให้เป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้น เล็งลดผลิตสินค้าขาดทุน เปิดการนำเข้า พร้อมดัน Young Smart Farmer "วิศิษฐ์" ชี้ที่ประชุมถกยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร เร่งนวัตกรรมพันธุ์พืช-โดรน แก้ปัญหาวิกฤตแรงงาน 

วานนี้ (13 ส.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่าการประชุมครัังนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของคณะทำงาน และได้มีการพูดคุยถึงนโยบาย Quick Win และ Big Win ตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ สั่งการไว้ในแต่ละด้าน ซึ่งในส่วนนี้มีการคุยในเรื่องของภาคการเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 

โดยในภาคการผลิตที่เป็นจุดเริ่มต้นว่าจะทำอะไรบ้าง ในส่วนที่มีการแปรรูปตรงกลางน้ำ และปลายน้ำก็จะมีมาตรการที่คิดว่าทำได้เลยที่จะเริ่มขับเคลื่อน และมาตรการระยะยาวโดยจะหาภาคเอกชนมาช่วยในเรื่องการจัดตลาดให้กับผู้ผลิตทั่วประเทศ ซึ่งคิดว่าสามารถดำเนินการได้เลย

ขับเคลื่อนนวัตกรรมสินค้าเกษตร

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยในเรื่องของการวิจัยพันธุ์พืช การยกระดับพันธุ์พืชต่างๆ เรื่องของการขับเคลื่อนนวัตกรรมสินค้าเกษตร รวมไปถึงเรื่องให้เกษตรกรสามารถยกระดับการแปรรูปต่างๆ โดยเป็นการพูดคุยกันในเบื้องต้น จากที่ได้มีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งมีข้อเสนอที่ดีหลายอย่างด้วยกัน

ด้าน SME ก็มีการพูดคุยในเรื่องของ SME-GP คือการให้แต้มต่อกับภาค SME ในการขายสินค้า เพราะขณะนี้มีสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก 

ทั้งนี้ มีการพูดคุยว่า สินค้าต่างประเทศที่เข้ามาจะทำอย่างไร และเรื่องของซอฟต์แวร์ต่างๆ การสนับสนุน การอัพสเกลต่างๆ คือการตั้ง SMS ให้เข้ามาง่าย ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จที่จะสามารถยกระดับให้เป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้น เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ และสุดท้ายสามารถเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้ และการเป็น SME ก็จะค่อยๆ โตขึ้นมา

"ปัญหาคือไทยเหมือนพลุที่ไปไม่สุดไปไม่ถึงไหนก็ลงมาแล้ว แต่เราจะทำยังไงให้มีโอกาสไปสู่ความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีการหารือหลากหลายเรื่อง ที่เราคิดว่าจะทำระบบต่างๆ ไปช่วย เช่นระบบพี่ช่วยน้องจะทำอย่างไรให้กว้างขวาง ทำอย่างไรให้มีหลักสูตรเพิ่มทักษะ การเทรนนิ่งออนไลน์ เป็นที่ปรึกษา AI การทำโค้ดต่างๆ ขอให้รอในวันที่ 19 ส.ค. จะมีในรายละเอียดเรื่องต่างๆ"

เร่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตร

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องสินค้าเกษตรเราได้มีการพูดคุยว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และจะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งตนคิดว่าภาคเกษตรเป็นภาคที่มีศักยภาพเยอะ และมีโอกาสเต็มไปหมด แต่ที่สำคัญเราต้องเริ่มทำให้เกิดขึ้นในแต่ละเรื่อง คณะกรรมการชุดนี้เราบอกทุกคนว่าไม่ทำแผน เราจะแก้ปัญหาโดยฟังว่า ใครมีปัญหาอะไรบ้าง และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร 

โดยทางสภาหอการค้าก็ทำรายละเอียดมาเป็นอย่างดี ซึ่งใครทำข้อเสนออะไร เราก็จะนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนว่ามีอะไรบ้างที่จะช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งบางเรื่องเราต้องเข้าใจว่า สินค้าเกษตรตัวไหนทำแล้วได้กำไร ตัวไหนทำแล้วไม่ได้กำไร และตัวไหนน่าจะนำเข้า ซึ่งบางอย่างทำแล้วขาดทุน ทำไปแล้วก็ไม่พอ เราต้องมานั่งคิดว่าสินค้าตัวไหนที่เราต้องเลิกทำบ้าง หรือทำให้น้อยลง 

และเปิดนำเข้าอย่างแท้จริง เมื่อนำเข้าก็จะทำให้ต้นทุนถูกลง แล้วมาคิดว่าเราจะทำการเกษตรที่มีมูลค่าดีๆ อย่างไร จะทำตรงจุดไหนก่อน บางโครงการอาจจะต้องเริ่มจากเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงก็จะมีทีมทำในเรื่องของ Young Smart Farmer (เกษตรกรรุ่นใหม่) โดยเฉพาะ ตนคิดว่าโดยรวมน่าจะเป็นมาตรการตั้งแต่ต้นจนจบ 

เสนอปรับรูปแบบการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหารที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ (13 ส.ค.) ว่า ที่ประชุมได้หารือในเรื่องแนวทางการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทย 

โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่ามีความจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำโดยวิเคราะห์แยกตามรายสินค้าให้ชัดเจนว่าสินค้าชนิดใดที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและพัฒนาต่อยอดได้ 

ส่วนสินค้าที่พิจารณาแล้วพบว่าไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการนำเข้าแทน นอกจากนี้ ในการเจรจาทางการค้าต้องมีการระบุรายการสินค้าอ่อนไหวเพื่อปกป้องเกษตรกรภายในประเทศอย่างชัดเจน

สำหรับปัญหาสำคัญของภาคเกษตรกรรมไทยในขณะนี้ คือกระบวนการพัฒนาต้นทางที่ยังมีความล่าช้า จึงต้องเร่งนำผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชที่มีคุณภาพมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และลดต้นทุนการผลิตให้สามารถสู้กับตลาดโลกได้ 

นอกจากนี้ภาคเกษตรกำลังเผชิญกับปัญหาแรงงานและสังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมให้เกิดระบบเช่าเครื่องจักรกล เช่น โดรนทางการเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตได้ตามเป้าหมายโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนแรงงานคน และเป็นการลดภาระด้านการลงทุนเครื่องจักร 

นายวิศิษฐ์ยังเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จากเดิมที่เน้นการส่งออกสินค้าเกษตรในปริมาณมากมาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการสกัดสารสำคัญซึ่งจะช่วยให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้นมากแม้จะมีปริมาณน้อยลง ช่วยประหยัดค่าขนส่งและเพิ่มโอกาสในตลาดโลก 

โดยสินค้าหลักอย่างมันสำปะหลังและยางพารา ยังเป็นกลุ่มที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการแสวงหาพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีความพิเศษ

ไทยต้องมองตลาดล่วงหน้า-เตรียมความพร้อมรับมือ

สำหรับในด้านการค้าระหว่างประเทศ นายวิศิษฐ์ระบุว่า ไทยต้องมองตลาดล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังมีการเจรจาเรื่องภาษีหรือข้อกำหนดที่ระดับ 12.5% ซึ่งมีปัจจัยหลัก 2 ประการที่ต้องดำเนินการ คือการปรับปรุงกฎหมายแรงงานที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็วๆนี้ และการชี้แจงเรื่องการใช้กำลังการผลิตสินค้าส่วนเกินซึ่งการเจรจากับสหรัฐมีกำหนดที่รัฐมนตรีพาณิชย์จะเข้าชี้แจงในช่วงปลายเดือนนี้ 

โดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังคงต้องทำงานหนักเพื่อรองรับกรณึการเก็บภาษีของสหรัฐที่อาจกลับไปอยู่ในระดับสูงสุดถึง 36% ได้ในอนาคต ซึ่งประเด็นแบบนี้ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการส่งออกของไทยในระยะต่อไปได้