thansettakij
thansettakij
ปกรณ์ เผย ครม.เห็นชอบ แผนรื้อโครงสร้างรัฐ ลดกำลังคน 3 หมื่นอัตรา

ครม.เห็นชอบ แผนรื้อโครงสร้างรัฐ ลดกำลังคน 3 หมื่นอัตรา ใน 8 ปี

11 ส.ค. 69 | 09:16 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ส.ค. 69 | 13:51 น.

“รองนายกฯปกรณ์ นิลประพันธ์” เผย ครม. ไฟเขียวปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ ตรึงเพดานอัตรากำลัง-ทยอยยุบหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค ตั้งเป้าลดกำลังคนกว่า 3 หมื่นอัตรา ในเวลา 8 ปี พร้อมวางเป้าระยะยาวลดงบประจำเหลือ 30% เพิ่มงบลงทุน 70%

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ โดยตั้งเป้าหมายลดอัตรากำลังลงกว่า 30,000 ตำแหน่ง
  • มาตรการหลักในการลดกำลังคน ได้แก่ การตรึงอัตรากำลังปัจจุบันไว้เป็นเพดานสูงสุด การยุบเลิกตำแหน่งและสายงานที่ไม่จำเป็น
  • มีการปรับโครงสร้างหน่วยงาน โดยจะทยอยยุบเลิกหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค เพื่อลดความซ้ำซ้อน
  • เป้าหมายระยะยาวของการปฏิรูปคือการปรับโครงสร้างงบประมาณ เพื่อลดสัดส่วนรายจ่ายประจำและเพิ่มงบประมาณเพื่อการลงทุนและพัฒนาประเทศ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ส.ค.69 เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ เพื่อปรับโครงสร้างภาครัฐให้สอดคล้องกับภารกิจในยุคใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ

การปฏิรูปครั้งนี้มีที่มาจากโครงสร้างงบประมาณของประเทศที่ปัจจุบันราว 73% เป็นรายจ่ายประจำ ขณะที่งบประมาณสำหรับการลงทุนและการพัฒนาประเทศมีสัดส่วนจำกัด รัฐบาลจึงต้องเร่งทบทวนทั้งโครงสร้างหน่วยงาน ภารกิจ และจำนวนบุคลากร เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

มาตรการที่เสนอครั้งนี้มาจาก 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ก.พ. ซึ่งรับผิดชอบด้านกำลังคน และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งเน้นการปรับโครงสร้างและรูปแบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ

4 มาตรการ ก.พ. ตรึงเพดานกำลังคน-ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น

สำหรับแนวทางของ ก.พ. มี 4 มาตรการสำคัญ เริ่มจากการตรึงอัตรากำลัง โดยกำหนดให้จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด หรือ Ceiling ของส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างกำลังคนขยายตัวเพิ่มขึ้น

มาตรการที่ 2 คือ การยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งตำแหน่งประเภทวิชาการและประเภททั่วไป โดยจะไม่กระทบต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน

มาตรการที่ 3 คือ การยุบเลิกสายงานที่ไม่จำเป็นต้องมีบุคลากรจำนวนมาก โดยจะพิจารณาให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ขณะที่มาตรการที่ 4 คือ การปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานให้ทันสมัยและกระชับมากขึ้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชนอย่างจริงจัง โดยไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี แต่ต้องปรับรูปแบบการทำงานและกระบวนการให้บริการให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัลด้วย

ก.พ.ร. จ่อทยอยยุบส่วนกลางในภูมิภาค

ด้าน ก.พ.ร. จะเข้ามาจัดการกับโครงสร้างหน่วยงานราชการส่วนกลางที่เข้าไปจัดตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก

แนวทางเบื้องต้นคือ ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มเติม และกำหนดจำนวนหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด ขณะเดียวกันจะทบทวนบทบาทและภารกิจของหน่วยงานเดิม ก่อนทยอยยุบเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน

เป้าหมายคือการลดจำนวนหน่วยงานลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดทำรายละเอียดของแผนและเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ

ตั้งเป้าลดกำลังคนรัฐกว่า 30,000 อัตรา

นายปกรณ์กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการปรับบทบาทภาครัฐยุคใหม่ คือการเปลี่ยนจากรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือกำกับดูแล ไปสู่รัฐที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน การดำเนินงานต้องทำให้บริการภาครัฐมีความทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด

เบื้องต้นคาดว่ามาตรการทั้งหมดจะสามารถลดอัตรากำลังภาครัฐได้มากกว่า 30,000 อัตรา โดยแต่ละหน่วยงานต้องกลับไปทบทวนบทบาทและภารกิจของตัวเองว่า งานใดสามารถลดขั้นตอนได้ งานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน หรือภารกิจใดไม่จำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบเดิม จากนั้นจึงจัดทำแผนเสนอ ก.พ. เพื่อทยอยปรับลดอัตรากำลังต่อไป

เปิดเป้าหมายระยะยาว งบประจำ 30% ลงทุน 70%

สำหรับเป้าหมายด้านงบประมาณ นายปกรณ์ ระบุว่า ต้องการปรับโครงสร้างการใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว โดยตั้งเป้าลดสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำให้เหลือไม่เกิน 30% และเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนเป็น 70% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวยังเป็นเป้าหมายระยะยาว และยังไม่ได้เสนอ ครม. อย่างเป็นทางการ

"การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลภายในเวลาเพียง 1-2 ปี เพราะเป็นการปรับโครงสร้างภาครัฐครั้งใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน เราต้องยอมรับความจริงกันว่านี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วเราต้องแก้ไข” นายปกรณ์ กล่าวย้ำ

ปฏิรูปใหญ่ อาจต้องใช้เวลา 8 ปี

นายปกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับโครงสร้างกำลังคนและงบประมาณอาจต้องใช้เวลาผลักดันถึง 8 ปี เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลา 4 ปีของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งได้

ดังนั้น การปฏิรูปจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลดกำลังคน การปรับภารกิจหน่วยงาน การลดโครงสร้างส่วนกลางในภูมิภาค และการปรับสัดส่วนงบประมาณ เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญ

 

ครม.ไฟเขียวลดกำลังคนภาครัฐ ยุบ 11 สายงาน ชะลออัตราข้าราชการใหม่

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ  งบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ   ดังนั้นการดำเนินการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ดังนี้ 

1. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม

รวมทั้ง ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
 
1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569  

2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
  
3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่

  1. เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 
  2. เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 
  3. เจ้าพนักงานสื่อสาร 
  4. เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา  
  5. เจ้าพนักงานห้องสมุด 
  6. นายช่างขุดลอก 
  7. นายช่างพิมพ์ 
  8. นายช่างภาพ
  9.  นายช่างศิลป์ 
  10. บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)] 
  11. ผู้ประกาศและรายงานข่าว

ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว

เตรียมยุบเลิกตำแหน่ง 11 สายงานภายในปีงบ 2570

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า มติ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน

รวมทั้ง ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป  

“การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน” นางสาวรัชดาระบุ