
ครม.เห็นชอบ แผนรื้อโครงสร้างรัฐ ลดกำลังคน 3 หมื่นอัตรา ใน 8 ปี
“รองนายกฯปกรณ์ นิลประพันธ์” เผย ครม. ไฟเขียวปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ ตรึงเพดานอัตรากำลัง-ทยอยยุบหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค ตั้งเป้าลดกำลังคนกว่า 3 หมื่นอัตรา ในเวลา 8 ปี พร้อมวางเป้าระยะยาวลดงบประจำเหลือ 30% เพิ่มงบลงทุน 70%
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ โดยตั้งเป้าหมายลดอัตรากำลังลงกว่า 30,000 ตำแหน่ง
- มาตรการหลักในการลดกำลังคน ได้แก่ การตรึงอัตรากำลังปัจจุบันไว้เป็นเพดานสูงสุด การยุบเลิกตำแหน่งและสายงานที่ไม่จำเป็น
- มีการปรับโครงสร้างหน่วยงาน โดยจะทยอยยุบเลิกหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค เพื่อลดความซ้ำซ้อน
- เป้าหมายระยะยาวของการปฏิรูปคือการปรับโครงสร้างงบประมาณ เพื่อลดสัดส่วนรายจ่ายประจำและเพิ่มงบประมาณเพื่อการลงทุนและพัฒนาประเทศ
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ส.ค.69 เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ เพื่อปรับโครงสร้างภาครัฐให้สอดคล้องกับภารกิจในยุคใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ
การปฏิรูปครั้งนี้มีที่มาจากโครงสร้างงบประมาณของประเทศที่ปัจจุบันราว 73% เป็นรายจ่ายประจำ ขณะที่งบประมาณสำหรับการลงทุนและการพัฒนาประเทศมีสัดส่วนจำกัด รัฐบาลจึงต้องเร่งทบทวนทั้งโครงสร้างหน่วยงาน ภารกิจ และจำนวนบุคลากร เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด
มาตรการที่เสนอครั้งนี้มาจาก 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ก.พ. ซึ่งรับผิดชอบด้านกำลังคน และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งเน้นการปรับโครงสร้างและรูปแบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
4 มาตรการ ก.พ. ตรึงเพดานกำลังคน-ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น
สำหรับแนวทางของ ก.พ. มี 4 มาตรการสำคัญ เริ่มจากการตรึงอัตรากำลัง โดยกำหนดให้จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด หรือ Ceiling ของส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างกำลังคนขยายตัวเพิ่มขึ้น
มาตรการที่ 2 คือ การยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งตำแหน่งประเภทวิชาการและประเภททั่วไป โดยจะไม่กระทบต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน
มาตรการที่ 3 คือ การยุบเลิกสายงานที่ไม่จำเป็นต้องมีบุคลากรจำนวนมาก โดยจะพิจารณาให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ขณะที่มาตรการที่ 4 คือ การปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานให้ทันสมัยและกระชับมากขึ้น
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชนอย่างจริงจัง โดยไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี แต่ต้องปรับรูปแบบการทำงานและกระบวนการให้บริการให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัลด้วย
ก.พ.ร. จ่อทยอยยุบส่วนกลางในภูมิภาค
ด้าน ก.พ.ร. จะเข้ามาจัดการกับโครงสร้างหน่วยงานราชการส่วนกลางที่เข้าไปจัดตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก
แนวทางเบื้องต้นคือ ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มเติม และกำหนดจำนวนหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด ขณะเดียวกันจะทบทวนบทบาทและภารกิจของหน่วยงานเดิม ก่อนทยอยยุบเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน
เป้าหมายคือการลดจำนวนหน่วยงานลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดทำรายละเอียดของแผนและเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ
ตั้งเป้าลดกำลังคนรัฐกว่า 30,000 อัตรา
นายปกรณ์กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการปรับบทบาทภาครัฐยุคใหม่ คือการเปลี่ยนจากรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือกำกับดูแล ไปสู่รัฐที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน การดำเนินงานต้องทำให้บริการภาครัฐมีความทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด
เบื้องต้นคาดว่ามาตรการทั้งหมดจะสามารถลดอัตรากำลังภาครัฐได้มากกว่า 30,000 อัตรา โดยแต่ละหน่วยงานต้องกลับไปทบทวนบทบาทและภารกิจของตัวเองว่า งานใดสามารถลดขั้นตอนได้ งานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน หรือภารกิจใดไม่จำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบเดิม จากนั้นจึงจัดทำแผนเสนอ ก.พ. เพื่อทยอยปรับลดอัตรากำลังต่อไป
เปิดเป้าหมายระยะยาว งบประจำ 30% ลงทุน 70%
สำหรับเป้าหมายด้านงบประมาณ นายปกรณ์ ระบุว่า ต้องการปรับโครงสร้างการใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว โดยตั้งเป้าลดสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำให้เหลือไม่เกิน 30% และเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนเป็น 70% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวยังเป็นเป้าหมายระยะยาว และยังไม่ได้เสนอ ครม. อย่างเป็นทางการ
"การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลภายในเวลาเพียง 1-2 ปี เพราะเป็นการปรับโครงสร้างภาครัฐครั้งใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน เราต้องยอมรับความจริงกันว่านี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วเราต้องแก้ไข” นายปกรณ์ กล่าวย้ำ
ปฏิรูปใหญ่ อาจต้องใช้เวลา 8 ปี
นายปกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับโครงสร้างกำลังคนและงบประมาณอาจต้องใช้เวลาผลักดันถึง 8 ปี เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลา 4 ปีของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งได้
ดังนั้น การปฏิรูปจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลดกำลังคน การปรับภารกิจหน่วยงาน การลดโครงสร้างส่วนกลางในภูมิภาค และการปรับสัดส่วนงบประมาณ เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญ







