thansettakij
thansettakij
‘ทรัมป์’ ส่งจดหมายถึง ‘อนุทิน’ เร่งปิดดีลภาษีไทย จ่อลงนาม พ.ย.นี้

‘ทรัมป์’ ส่งจดหมายถึง ‘อนุทิน’ เร่งปิดดีลภาษีไทย จ่อลงนาม พ.ย.นี้

06 ต.ค. 69 | 09:30 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ต.ค. 69 | 09:31 น.

“ทรัมป์” ส่งจดหมายถึง “อนุทิน” แสดงความคาดหวังปิดดีลภาษีไทยโดยเร็ว รัฐบาลเร่งเตรียมพร้อมลุ้นลงนามช่วงผู้นำสหรัฐฯ เยือนเอเชีย พ.ย.นี้ ขณะที่ ครม.ขยายพื้นที่เยียวยาน้ำท่วมสมุทรสงคราม พร้อมรื้อกระบวนการงบปี 71 เปิดรับทุกภาคส่วน นำร่องใช้งบฐานศูนย์

KEY

POINTS

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอนุทิน เพื่อเร่งรัดให้ไทยสรุปข้อตกลงด้านภาษี
  • สหรัฐฯ คาดหวังให้มีการลงนามในข้อตกลงให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางมาเยือนเอเชีย
  • รัฐบาลไทยพร้อมผลักดันการเจรจาซึ่งอยู่ในช่วงสุดท้ายให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ทันการลงนามในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนหรือเอเปค
  • นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเรื่องนี้ต่อ

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในที่ประชุมครม.วันนี้ว่า ได้รับจดหมายจากโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงความคาดหวังที่จะเห็นการลงนามข้อตกลงด้านภาษีกับรัฐบาลไทยในเร็ววันนี้

"มีจดหมายจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่ามีความคาดหวังจะลงนามกับรัฐบาลไทยในเรื่องของสัญญาเกี่ยวกับภาษีในเร็ววันนี้ และอยากจะให้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จ มีข้อตกลงสามารถลงนามได้ ถ้าเป็นไปได้ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเยือนเอเชีย ในระหว่างการประชุมทางนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่อง เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน สถานการณ์เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเจรจาแล้ว"

“ทรัมป์” เร่งปิดดีลภาษีไทย

ทั้งนี้รัฐบาลพร้อมเร่งผลักดันให้การดำเนินการมีความพร้อมสำหรับการลงนาม หากสามารถดำเนินการได้ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 49 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเจ้าภาพ ในช่วงวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2569 หรือ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพ ในช่วงวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2569

ขณะเดียวกันที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการดำเนินงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูประชาชน โดยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกัน

เพิ่มพื้นที่เยียวยาน้ำท่วม

อย่างไรก็ตามที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบเพิ่มเติมพื้นที่ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสมุทรสงคราม จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติและกันงบประมาณไว้ประมาณ 4,700 ล้านบาท เพื่อรองรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งนี้ การเพิ่มเติมพื้นที่ดังกล่าวเป็นผลจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาสามารถดำเนินการได้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

รื้อระบบงบฯ 71 สู่ฐานศูนย์

อีกประเด็นสำคัญ ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมีการปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณให้เปิดกว้างและมีส่วนร่วมมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการจัดทำงบประมาณ เพิ่มกระบวนการ “Pre - Budget Consultation” หรือการหารือก่อนการจัดทำงบประมาณ

กำหนดดำเนินการในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ทั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน นักวิชาการ และภาคประชาชน ถือเป็นการปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศให้เริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากนี้ ปฏิทินงบประมาณปี 2571 ยังเพิ่มระยะเวลาให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณมากขึ้นประมาณ 2–3 เดือน เพื่อให้หน่วยงานสามารถจัดทำรายละเอียดและข้อมูลประกอบคำของบประมาณได้รอบคอบยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการและการใช้งบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

นายเอกภพกล่าวว่า การปรับกระบวนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาระบบงบประมาณของประเทศ โดยมุ่งหวังให้การจัดทำงบประมาณปี 2571 ก้าวไปสู่แนวคิด “Zero-Based Budgeting” หรือการจัดทำงบประมาณจากฐานศูนย์ โดยไม่ยึดวงเงินหรือโครงการในปีที่ผ่านมาเป็นตัวตั้ง แต่พิจารณาจากภารกิจ เป้าหมาย และสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการในอนาคตเป็นหลัก