
ITD ยื่นหนังสือ ‘สีหศักดิ์’ เจรจาเมียนมาชดเชยลงทุนทวาย 8,050 ล้าน
ITD ยื่นหนังสือ ‘สีหศักดิ์’ เจรจาเมียนมาชดเชยลงทุนทวาย 8,050 ล้านบาท หลัง มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
KEY
POINTS
- บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ยื่นหนังสือถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ขอให้รัฐบาลไทยเป็นตัวแทนเจรจากับรัฐบาลเมียนมา
- ประเด็นหลักคือการเรียกร้องค่าชดเชยเงินลงทุนในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่ได้ลงทุนไปแล้ว เป็นมูลค่าประมาณ 8,050 ล้านบาท
- ITD เสนอให้ใช้โอกาสที่ผู้นำเมียนมาจะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาและหาข้อยุติในเรื่องค่าชดเชยดังกล่าว
ปมปัญหาคาราคาซังของโครงการสัมปทานเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD กับรัฐบาลเมียนมา ยังคงยืดเยื้อมาหลายปี และยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยประเด็นสำคัญคือการที่ ITD ต้องการเรียกคืนเงินลงทุนที่ได้ใช้ไปในโครงการคืนกลับมา หลังจากเจรจามาหลายรัฐบาล
ล่าสุด ภายใต้รัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ITD ได้ทำหนังสือถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา เพื่อขอให้ช่วยผลักดันการเจรจาและหาทางออกในการขอรับเงินลงทุนคืนจากโครงการดังกล่าว
ITD ยื่นหนังสือถึง "สีหศักดิ์" เจรจาเมียนมา
บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ยื่นหนังสือถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้รัฐบาลไทยใช้โอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 เร่งผลักดันการเจรจาประเด็นการชดเชยเงินลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ)
นายสมเจตน์ ทิณพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวาย ดีเวล๊อปเม้นท์ จำกัด บริษัทในเครือ ITD เปิดเผยว่า การเยือนไทยของผู้นำเมียนมาครั้งนี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลไทยจะสามารถหยิบยกประเด็นโครงการทวาย ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและเมียนมา กลับมาหารืออย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ อดีตนักการทูตไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านเมียนมาหลายราย ได้ออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนให้รัฐบาลไทยรื้อฟื้นโครงการทวาย พร้อมเสนอให้ญี่ปุ่นกลับเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาโครงการ ขณะที่รัฐบาลเมียนมายังคงให้ความสำคัญกับโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
นายสมเจตน์กล่าวว่า การหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกับผู้นำเมียนมาไม่ได้ปิดกั้นการพูดคุยในประเด็นดังกล่าว แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการลงทุนที่ ITD ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งบริษัทได้ลงทุนในโครงการไปแล้วประมาณ 8,050 ล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวผ่านการประเมินจากบริษัทที่ปรึกษาซึ่งดำเนินการตรวจสอบสถานะการลงทุน (Due Diligence) ไว้ก่อนหน้านี้
ยื่นหนังสือขอรัฐเร่งเจรจา
ITD ระบุว่า ได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยชี้แจงว่าภายหลังการหารือระหว่างฝ่ายไทยและเมียนมาเกี่ยวกับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย บริษัทพบว่าข้อมูลบางประการเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของโครงการยังมีความคลาดเคลื่อน จึงต้องการให้รัฐบาลไทยช่วยผลักดันการเจรจาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อตกลงที่มีอยู่
ย้อนที่มา "เมกะโปรเจกต์ทวาย"
โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายถือเป็นโครงการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจขนาดใหญ่ระหว่างไทยและเมียนมา มีจุดเริ่มต้นจากนโยบายความร่วมมือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเมื่อปี 2551 ก่อนนำไปสู่การลงนามข้อตกลงระหว่าง ITD กับการท่าเรือเมียนมา (Myanmar Port Authority : MPA)
ต่อมาในปี 2556 โครงการพัฒนาระยะยาว (Full Phase) ได้มีการปรับลดขนาดเหลือเพียงโครงการระยะแรก (Initial Phase) ส่งผลให้การลงทุนเดิมของ ITD ที่ดำเนินการไว้สำหรับโครงการระยะยาวต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาชดเชย
ในช่วงปี 2556-2558 ทั้งไทย เมียนมา และ ITD ได้ลงนาม "บันทึกข้อตกลงไตรภาคี" (Tripartite Memorandums) เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักลงทุนไทย โดยกำหนดหลักการว่า หากมีผู้พัฒนารายใหม่เข้ามาดำเนินโครงการระยะยาวแทน ITD บริษัทจะต้องได้รับเงินชดเชยสำหรับเงินลงทุนที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันมีรายงานว่ามีกลุ่มทุนจากรัสเซียให้ความสนใจเข้ามาพัฒนาโครงการ
EY ประเมินมูลค่าลงทุนแล้ว
ITD ระบุว่า มูลค่าเงินลงทุนที่บริษัทควรได้รับการชดเชย ได้ผ่านการประเมินและตรวจสอบโดยบริษัท อีวาย คอร์ปอเรท เซอร์วิสเซส จำกัด (EY) แล้ว และรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ส่งมอบให้คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (DSEZ Management Committee) พิจารณาเรียบร้อย
บริษัทจึงขอให้รัฐบาลไทยใช้บทบาทในการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา เพื่อผลักดันให้มีการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงไตรภาคี และดำเนินการชดเชยเงินลงทุนตามที่ตกลงไว้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทย รักษาบรรยากาศการลงทุน และคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในระยะยาว







