
ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 โลก ชูเทรนด์ Healthy Pet ดันมูลค่าเพิ่ม
สนค. ชี้อาหารสัตว์เลี้ยงไทย ปี 68 ส่งออกกว่า 3.27 พันล้านดอลลาร์ ครองอันดับ 2 ของโลก พร้อมแนะผู้ประกอบการเร่งจับเทรนด์ Healthy Pet–Affordable Premium
KEY
POINTS
- ประเทศไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก รองจากเยอรมนี โดยมีมูลค่าการส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่อง
- เทรนด์ "Healthy Pet" หรือการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด ทำให้ความต้องการอาหารคุณภาพสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น
- ผู้ประกอบการไทยได้รับคำแนะนำให้พัฒนาสินค้าพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Premium) และใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาด
สนค. เผยอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ปี 68 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่า 3,276.26 ล้านดอลลาร์ ครองอันดับ 2 ของโลก แนะผู้ประกอบการเร่งพัฒนาสินค้าตอบโจทย์เทรนด์ Healthy Pet–Affordable Premium เพื่อรักษาความได้เปรียบและขยายตลาดส่งออกใหม่ทั่วโลก
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรแปรรูป มูลค่าสูงที่มีศักยภาพในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปี 2568 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่ารวม 3,276.26 ล้านดอลลาร์ หรือ 107,470 ล้านบาท ขยายตัว 8.15% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 3,029.42 ล้านดอลลาร์ หรือ 106,391 ล้านบาท สะท้อนความสามารถของไทยในการรักษาฐานการส่งออกในตลาดโลก แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต
นอกจากนี้ ในปี 2568 ไทยยังคงครองตำแหน่งผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก มีสัดส่วนการส่งออก 10.2% ของมูลค่าการส่งออกของทั้งโลก (รองจากเยอรมนี ที่มีสัดส่วน 12.1%
5 เดือนแรกยอดพุ่ง 4.4 หมื่นล้าน
สำหรับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นมูลค่า 1,425.80 ล้านดอลลาร์ หรือ 44,847 ล้านบาท ขยายตัว 5.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา มูลค่า 430.84 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 30.22% รองลงมา ได้แก่
- ญี่ปุ่น 157.85 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 11.07%
- ออสเตรเลีย 76.55 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 5.37%
- อิตาลี 72.63 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 5.09%
- เยอรมนี 65.72 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 4.61%
นอกจากนี้ตลาดที่ขยายตัวโดดเด่นในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ได้แก่
- ฝรั่งเศส ขยายตัว 101.46% นิวซีแลนด์ ขยายตัว 36.69%
- สหราชอาณาจักร ขยายตัว 36.01%
- เยอรมนี ขยายตัว 32.25%
- ออสเตรเลีย 25.71%
- อินเดีย 19.08%
- ญี่ปุ่น 12.14%
- มาเลเซีย 9.12%
สะท้อนว่าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้ทั้งในกลุ่มประเทศรายได้สูงและตลาดเอเชียที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกในระยะต่อไป คือ เทรนด์สัตว์เลี้ยงสุขภาพดี–สินค้าพรีเมียมในราคาเข้าถึงได้ หรือ Healthy Pet–Affordable Premium โดยผู้บริโภคยังต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ขณะเดียวกันภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ราคาเข้าถึงได้ จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมที่ราคาเหมาะสม หรือ Affordable Premium
โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านวัตถุดิบอาหาร ความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัย และความสามารถในการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดปลายทาง
ทั้งนี้ สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีโอกาสเติบโต ได้แก่ อาหารสูตรโปรตีนสูง อาหารเสริมวิตามินและแร่ธาตุ อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อาหารสูตรย่อยง่าย อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงสูงวัย อาหารสำหรับแมว และผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือมีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่ชัดเจน
โดยผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสูตรอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ มาตรฐานความปลอดภัย และการสื่อสารคุณประโยชน์ของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพิ่มขึ้น เช่น โปรตีนจากไก่ ปลา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และวัตถุดิบเกษตรแปรรูปอื่น ๆ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับภาคเกษตรไทย ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ขนาดสินค้าที่หลากหลาย และราคาที่เข้าถึงได้ จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดพรีเมียมและตลาดผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการสินค้าคุณภาพดีในราคาสมเหตุสมผล
สำหรับกลยุทธ์ตลาด ผู้ประกอบการควรรักษาฐานตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพสินค้า
ขณะเดียวกันควรเร่งขยายตลาดศักยภาพ เช่น อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดเมืองรองในเอเชียที่มีจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น รายได้ของชนชั้นกลางขยายตัว และพฤติกรรมการซื้อสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์และร้านค้าเฉพาะทางมากขึ้น
นายนันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นตัวอย่างสำคัญของสินค้าเกษตรแปรรูปไทยที่สามารถยกระดับจากวัตถุดิบไปสู่สินค้ามูลค่าสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม หากผู้ประกอบการไทยสามารถจับเทรนด์ Healthy Pet–Affordable Premium ได้อย่างเหมาะสม พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ตอบโจทย์สุขภาพสัตว์เลี้ยง และใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารของประเทศอย่างต่อเนื่อง






