thansettakij
thansettakij
เปิดรายละเอียดเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืดเวลาทบทวนสิทธิถึง 31 ส.ค.

เปิดรายละเอียดเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืดเวลาทบทวนสิทธิถึง 31 ส.ค.

27 ก.ค. 69 | 08:01 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ค. 69 | 08:09 น.

คลังเผย ครม. ไฟเขียว บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม รับสิทธิต่อเนื่องถึง 30 กันยายน 2569 พร้อมปรับเกณฑ์คัดกรองใหม่ ยืดเวลาทบทวนสิทธิถึง 31 ส.ค.นี้

KEY

POINTS

  • ขยายระยะเวลาการขอทบทวนสิทธิสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569
  • ปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติใหม่ โดยยกเว้นการนับรวมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกำหนด และผู้เรียนในการศึกษานอกระบบ
  • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมสามารถใช้สิทธิได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อรอรับสิทธิใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง  เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเสนอ 

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมยังคงได้รับสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ  ในระหว่างช่วงการปรับปรุงฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน โดย ครม. ได้มีมติ ดังนี้

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมใช้ได้ถึง 30 ก.ย.นี้

 1.เห็นชอบให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ในปัจจุบันให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่  30 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกรายเริ่มสิทธิประชารัฐสวัสดิการพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป 

ปรับเกณฑ์ใหม่ยกเว้นรถเก่า-นักเรียนนอกระบบ

2.รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติของคณะกรรมการฯ เพื่อให้ข้อมูล มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชนในการแก้ไขข้อมูล 

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

โดยหน่วยงานเจ้าของข้อมูลจะเร่งปรับปรุงข้อมูลเชิงรุกให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์คุณสมบัติต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวก และลดภาระ การพิสูจน์ข้อมูลจากประชาชน ดังนี้ 

  • กรณีเป็นนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมผู้เรียนในระบบการศึกษานอกระบบสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย  
  • กรณีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือเป็นวิสาหกิจชุมชน 
  • กรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์และบัญชีถือครองตราสารหนี้ ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมบัญชี ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมาก 
  • เกณฑ์รถให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถจักรยานยนต์สะสม และรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกินกว่า  20 ปี เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถยนต์สะสม         

ยืดเวลาทบทวนสิทธิถึง 31 ส.ค.นี้

ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิ  คณะกรรมการฯ ได้ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569)  ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่

  1. เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) 
  2. แอปพลิเคชันเป๋าตัง
  3. แอปพลิเคชันทางรัฐ 
  4. หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ 
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
  • ธนาคารออมสิน
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) 

และขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 16 สิงหาคม 2569) 

ตั้งศูนย์ OSS อำนวยความสะดวกเพิ่ม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเพิ่มเติม กระทรวงมหาดไทยสนับสนุน การดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ในการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ และจัดตั้ง ศูนย์ One Stop Service : OSS เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC และผู้ที่ต้องการทบทวนสิทธิ 

รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมสนับสนุนการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ อีกด้วย

ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ แต่ละหน่วยงานแก่ประชาชนต่อไป