thansettakij
thansettakij
นักวิชาการชี้ “บัตรคนจน” ยังจำเป็น แนะเชื่อม Data Lake ปูทางสู่ Negative Income Tax

นักวิชาการชี้ “บัตรคนจน” ยังจำเป็น แนะเชื่อม Data Lake ปูทางสู่ Negative Income Tax

17 ก.ค. 69 | 07:50 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ค. 69 | 07:51 น.

ดร.รพีสุภา หวังเจริญรุ่ง รองผู้อำนวยการ สวค.ชี้ “บัตรคนจน” หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังมีความจำเป็น พร้อมข้อเสนอแนะเชื่อม Data Lake เพื่อปูทางสู่ Negative Income Tax เพื่อให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้ตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

KEY

POINTS

  • นักวิชาการมองว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังมีความจำเป็นในฐานะตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง
  • เสนอให้แก้ปัญหาการคัดกรองผู้รับสิทธิ์ที่ไม่แม่นยำ โดยการสร้าง “Data Lake” เพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลรายได้ หนี้สิน และรายจ่ายของประชาชน
  • การพัฒนา Data Lake จะเป็นรากฐานสำคัญในการปูทางไปสู่ระบบภาษีเงินได้ติดลบ (Negative Income Tax) เพื่อให้การช่วยเหลือตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

หลังจากที่กระทรวงการคลังได้ประกาศผลผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 จำนวน 9.5 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 50% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด และประมาณ 14% ของประชากรไทย ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนประชากรที่อยู่ใกล้เส้นความยากจนของประเทศ

โดยกระทรวงการคลังได้ใช้ระบบ Dynamic Data อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐกว่า 50 แห่ง เพื่อเพื่อให้การใช้งบประมาณตรงเป้าหมาย ลดการรั่วไหล และสร้างฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รองรับการออกมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามพบว่า ผลการดำเนินงานโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตลอด 9 ปีที่ผ่านมา พบการใช้จ่ายงบประมาณรวมกว่า 5 แสนล้านบาท 

ดร.รพีสุภา หวังเจริญรุ่ง รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจ ถึงการออกแบบนโยบายเพื่อดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อยว่า มีความจำเป็นในการสร้าง “ตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม” (Social Safety Net) 

งบฯคนจนพุ่ง-โจทย์ใหญ่เรื่องความแม่นยำ 

ดร.รพีสุภา เปิดเผยว่า เม็ดเงินที่ใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหากหารเฉลี่ยต่อหัวจะตกอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าบาทต่อปี (ยกเว้นปี 2562 ที่มีงบพิเศษช่วงโควิด) โดยมองว่าสวัสดิการนี้เปรียบเสมือนพื้นฐานรายได้ที่ช่วยให้กลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุที่ขาดเงินออมเพื่อการเกษียณสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 

อย่างไรก็ตาม งบประมาณตลอด 9ปี ที่สูงกว่า 5แสนล้านบาทเกิดจากเงื่อนไขการลงทะเบียนที่ยังไม่สามารถคัดกรองผู้ที่จำเป็นจริงๆได้ 100% รัฐบาลจึงเน้นให้ความช่วยเหลือครอบคลุมไว้ก่อนเพื่อป้องกันการตกหล่น
ช่องว่างของ “คนจนจริง” และ “คนจนปลอม” 

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจน พบความลักลั่นระหว่างตัวเลขเส้นความยากจนของสภาพัฒน์ฯ ที่ระบุว่ามีคนจนจริงประมาณ 4 ล้านคนเศษ กับจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการในอดีตที่มีสูงถึง 13-14 ล้านคน เนื่องจากมีกลุ่มคนใกล้เส้นความยากจนที่มีรายได้เกินเกณฑ์เพียงเล็กน้อยแต่ยังเผชิญปัญหาค่าครองชีพ

นอกจากนี้ ดร.รพีสุภา ยังระบุถึงปัญหาการลงทะเบียนที่ใช้เกณฑ์ที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น การให้หัวหน้าชุมชนรับรอง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาคนตกหล่น เนื่องจากความไม่ถูกกันส่วนตัว หรือคนจนปลอมที่มีทรัพย์สินมากแต่สนิทกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่นจนได้รับสิทธิ

ทางออกระยะยาว: Data Lake และ NIT

เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ดร.รพีสุภาเสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนา Negative Income Tax (NIT) หรือระบบภาษีที่รัฐจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งปัจจุบันทำได้ยากเพราะรัฐเห็นข้อมูลรายได้ของประชาชนเพียง 30% ที่ยื่นภาษีเท่านั้น

หัวใจสำคัญของการปฏิรูปคือการสร้าง “Data Lake” เพื่อบูรณาการข้อมูลภาษี หนี้สิน และรายจ่ายของประชาชนเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้การมุ่งเป้า (Targeting) ชัดเจนขึ้น และสามารถลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นลงได้ในที่สุด

ลดความเหลื่อมล้ำ ลดจำนวนคนจน

การเพิ่มศักยภาพและทักษะแรงงาน (Up-skill)

การลดความเหลื่อมล้ำต้องเริ่มจาก การปรับโครงสร้างการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้คนมีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่สูงขึ้น เช่น การส่งเสริมให้แรงงานมีทักษะภาษาอังกฤษเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ช่างซ่อมเครื่องบินในพื้นที่ EEC ที่ได้เงินเดือนหลักแสน ทั้งนี้ต้องแก้ปัญหาความถอดใจ ของเด็กที่ไม่อยากเรียนรู้ทักษะยากๆ เพื่อให้พวกเขาก้าวพ้นจากการเป็นแรงงานรายได้ต่ำ

แก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิและสถานะ

รัฐต้องให้ความสำคัญกับกลุ่ม "คนไร้สถานะ" โดยเฉพาะเด็กที่หนีออกจากบ้านและจำเลขบัตรประชาชน 13 หลักไม่ได้ ซึ่งทำให้เข้าไม่ถึงสวัสดิการทุกรูปแบบ การช่วยให้คนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎรจะช่วยป้องกันไม่ให้พวกเขากลายเป็นคนจนถาวร และเสี่ยงต่อปัญหายาเสพติดหรืออาชญากรรม

การดูแลกลุ่มเปราะบางตั้งแต่แรกเกิด

การให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี เดือนละ 600 บาท เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เด็กเข้าถึงบริการสุขภาพและมีพัฒนาการที่ดี ซึ่งจะเป็นรากฐานในการประกอบอาชีพในอนาคต แต่ต้องปรับปรุงเกณฑ์การรับรองให้เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ไม่ใช่ใช้เพียงดุลยพินิจของหัวหน้าชุมชนเพื่อป้องกันการตกหล่น

ป้องกันคนไม่ให้ตกสู่ความยากจนจากภัยพิบัติ

ดร.รพีสุภา ให้ข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรพัฒนาระบบป้องกันไม่ให้ประชาชนตกสู่ความยากจนจากภัยพิบัติ โดยใช้แบบจำลองคาดการณ์ความเสียหายเพื่อเตรียมงบฯเยียวยาล่วงหน้าให้เพียงพอ และสนับสนุนระบบประกันภัยร่วมกับภาคเอกชนในระดับท้องถิ่น เพื่อแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐและลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดเมื่อเกิดภัยพิบัติ