
งบบัตรคนจนปี 70 หดเหลือ 4.2 หมื่นล้าน ‘คลัง’ ชี้ไม่พอใช้งบกลางอุดเพิ่ม
คลังรับหั่นงบ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ปี 70 เหลือ 4.2 หมื่นล้าน ชี้หากไม่พอใช้งบกลางอุดเพิ่มได้ ลุยจัดระเบียบสวัสดิการใหม่ ใช้ Negative Income Tax
KEY
POINTS
- งบประมาณโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2570 ถูกตั้งไว้ที่ 42,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ลดลงจากปีก่อนหน้า
- กระทรวงการคลังยังไม่สามารถประเมินได้ว่างบประมาณดังกล่าวจะเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากต้องรอสรุปจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ในรอบใหม่ก่อน
- หากงบประมาณที่จัดสรรไว้ไม่เพียงพอ รัฐบาลสามารถใช้งบกลางเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ เป็นการสรุปผลการคัดกรองคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้
หลังจากนั้น กระทรวงการคลังจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดกรองและได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ที่ชัดเจนสำหรับการจัดสรรงบประมาณในระยะต่อไป
สำหรับกรณีที่มีการเปิดเผยว่างบประมาณสำหรับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ประมาณ 42,000 ล้านบาทนั้น นายลวรณกล่าวว่า วงเงินดังกล่าวลดลงจากปีงบประมาณ 2569 ที่มีการใช้งบประมาณเฉลี่ยราว 4,700 ล้านบาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินได้ว่างบประมาณที่ตั้งไว้จะเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากต้องรอผลสรุปจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ในรอบใหม่ก่อน
ทั้งนี้ หากงบประมาณที่จัดสรรไว้ไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้ได้รับสิทธิ์ รัฐบาลสามารถใช้งบกลางเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในทุกปีงบประมาณ
“งบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2570 ลดลง แต่ยังไม่ทราบว่าจะเพียงพอหรือไม่ เพราะต้องรอดูจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ก่อน หากไม่เพียงพอก็จะใช้งบกลางเข้ามาสนับสนุน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ทำมาโดยตลอด โดยต้นปีจะตั้งงบประมาณตามจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ที่คาดการณ์ไว้ และหากปลายปีมีความจำเป็นก็จะใช้งบกลางเพิ่มเติม” นายลวรณกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการทบทวนและจัดระเบียบระบบสวัสดิการภาครัฐใหม่ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนของสิทธิประโยชน์ และทำให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า
โดยรัฐบาลจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าประชาชนแต่ละคนได้รับสวัสดิการจากภาครัฐในมูลค่าเท่าใด เพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่ และควรปรับปรุงรูปแบบการช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ
สำหรับแนวทางดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบ Negative Income Tax ที่กระทรวงการคลังผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อประเมินรายได้และสถานะทางเศรษฐกิจของประชาชนแต่ละราย ทำให้การจัดสรรสวัสดิการมีความแม่นยำมากขึ้น และลดปัญหาการได้รับสิทธิ์ซ้ำซ้อน
“สิ่งที่กระทรวงการคลังผลักดันมาตลอดคือเรื่อง Negative Income Tax เพราะจะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนทั้งเรื่องรายได้ สวัสดิการที่ประชาชนได้รับ และความเพียงพอของงบประมาณ ช่วยให้การบริหารจัดการสวัสดิการมีประสิทธิภาพและไม่เกิดความซ้ำซ้อน” นายลวรณกล่าว







