
‘กนอ.’ ดัน ''นิคม 304' ปลุกลงทุน 1.5 หมื่นล้าน บูมเศรษฐกิจภาคตะวันออก
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เร่งเครื่องลงทุน "นิคม 304" ชูเศรษฐกิจสีเขียว ดึงทุนใหม่ 1.5 หมื่นล้านบาท ปั้นนิคมอัจฉริยะ ดึงโรงงานสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ รับ New S-Curve หนุนลงทุน-จ้างงาน
KEY
POINTS
- กนอ. ร่วมมือกับภาคเอกชน พัฒนานิคมอุตสาหกรรม 304 แห่งใหม่ในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคตะวันออก
- คาดว่าจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากโรงงานต่างๆ ได้สูงถึง 15,000 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 คน
- โครงการชูจุดเด่นด้านการเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและอัจฉริยะ (Eco & Smart I.E.) ที่มีพลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ร่วมกับ บริษัท 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 8 สมาร์ท จำกัด ขับเคลื่อนโครงการนิคมอุตสาหกรรม 304 ซึ่งจัดตั้งขึ้นในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุน พัฒนา และให้บริการระบบสาธารณูปโภคภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ.
โครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคโดยใช้หลักการนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) ผสานความเป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate หรือ Smart I.E.) เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนในทุกมิติ ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสอุตสาหกรรมโลก
คาดว่านิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ด้วยศักยภาพของพื้นที่และระบบพลังงานสะอาดที่มั่นคง ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระจายการลงทุนสู่ภาคตะวันออก และขับเคลื่อน GDP ของประเทศ โดย กนอ. จะสนับสนุนการดำเนินงานให้ก้าวหน้าภายใต้นโยบาย Ease of Doing Business ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการอนุมัติอนุญาตให้สะดวกรวดเร็วและโปร่งใส ผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะระบบ Smart I.E. เพื่อลดขั้นตอนทางราชการและส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน
ชูจุดเด่นพลังงานสะอาด
นายจตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ รองประธาน บริษัท 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 8 สมาร์ท จำกัด กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดของผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท ไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่บริหารจัดการสวนอุตสาหกรรม 304 ในจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ สำหรับโครงการนิคมอุตสาหกรรม 304 แห่งใหม่ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี บนพื้นที่รวม 1,273-1-49 ไร่
“นิคมฯ 304 มีจุดเด่นด้านพลังงานสะอาด (Green Energy) จากโรงไฟฟ้าของบริษัทในเครือ (บมจ.เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย) มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 893 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน 555 เมกะวัตต์ (ชีวมวล 398 เมกะวัตต์ และโซลาร์ลอยน้ำ 157 เมกะวัตต์) สามารถจ่ายไฟฟ้าสีเขียวได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง"
นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำของตัวเองความจุ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรมได้สูงสุดถึง 344,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และมีแผนขยายเพิ่มอีก 80,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อสร้างความมั่นคงและตอบโจทย์เทรนด์ความยั่งยืนให้แก่แบรนด์ชั้นนำระดับโลก” สำหรับโครงการนิคมอุตสาหกรรม 304 พัฒนาภายใต้เม็ดเงินลงทุนระบบสาธารณูปโภคมาตรฐาน กนอ.รวมประมาณ 1,039.7 ล้านบาท บนพื้นที่จัดสรรที่แบ่งเป็นพื้นที่เกิดรายได้ (พื้นที่อุตสาหกรรม สนับสนุนอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม) 971 ไร่ พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 174 ไร่ และพื้นที่สีเขียวกับแนวกันชนรวม 127 ไร่
คาดดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 15,000 ล้าน
ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากโรงงานในนิคมฯ ได้สูงถึง 15,000 ล้านบาท และสร้างอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 คน มุ่งเป้ารองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) อาทิ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารและเครื่องดื่ม ดิจิทัล เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม การแพทย์ครบวงจร รวมถึงอุตสาหกรรมเบาและบริการสาธารณูปโภค
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการสิ่งแวดล้อม โครงการได้ขมวดรวมระบบมาตรฐานสากลไว้อย่างครบวงจร ทั้งระบบผลิตน้ำประปา 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบบบำบัดน้ำเสีย SBR ขนาด 8,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันควบคู่ไปกับระบบระบายน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วมเต็มรูปแบบด้วยคันดินกั้นน้ำและแนวกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก
ด้านการคมนาคมขนส่งออกแบบด้วยถนนสายประธานผิว คสล. หนาพิเศษ ขนาด 4 ช่องจราจรกว้าง 40 เมตร พร้อมทางจักรยานและทางเท้า รวมถึงติดตั้งระบบดับเพลิงแบบเปียกมาตรฐาน NFPA ตลอดแนวถนนยิ่งไปกว่านั้นยังชูระบบสื่อสารผ่านเครือข่ายประสิทธิภาพสูง และมีระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมตามหลัก 3Rs และระบบติดตามขยะ (Manifest) อย่างเข้มงวดเพื่อความโปร่งใสและเป็นมิตรต่อชุมชน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 พ.ศ. 2569 และมีกำหนดการเริ่มก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 โดยจะใช้เวลาในการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 2 ปี ก่อนจะประกาศราชกิจจานุเบกษาเพื่อเปิดรับนักลงทุนอย่างเต็มรูปแบบต่อไป







