
อดีตปลัดพลังงานเตือน บทเรียน ‘เอราวัณ’ ซ้ำรอย ค่าไฟไทยเสี่ยงพุ่งอีก
ถอดบทเรียนวิกฤตค่าไฟ อดีตปลัดพลังงานเตือนอย่าให้ช่องว่างเอราวัณเกิดซ้ำ ชี้รัฐต้องเร่งแก้สัมปทานก๊าซก่อนสาย ระบุวิกฤตไม่ได้มาจากสงครามอย่างเดียว
KEY
POINTS
- บทเรียนจากแหล่งเอราวัณที่การส่งมอบสัมปทานล่าช้า ทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลงอย่างมาก
- การผลิตก๊าซในประเทศที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ไทยต้องนำเข้า LNG ราคาแพงจากตลาดโลกมาทดแทน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น
- เตือนว่าหากไม่มีการวางแผนจัดการแหล่งปิโตรเลียมอื่นที่จะหมดอายุสัมปทานล่วงหน้า อาจเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมและทำให้ค่าไฟของคนไทยเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นอีก
ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายที่สะสมต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะปัญหาค่าไฟฟ้าซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของภาคเศรษฐกิจ
หากย้อนกลับไปพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน จะพบว่ามีทั้งความผันผวนของต้นทุนพลังงานในตลาดโลก และการดำเนินนโยบายพลังงานของภาครัฐในแต่ละช่วงเวลา
ทั้งนี้ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และนำไปสู่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียของหลายประเทศในยุโรป
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคา Spot LNG ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง และแตะระดับสูงสุดในช่วงวิกฤตเมื่อเดือนมิถุนายน 2565
ระบบพลังงานไทยเปราะบาง
สำหรับประเทศไทยความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบพลังงานภายในประเทศอย่างชัดเจน หากเกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหม่ ไทยอาจเผชิญข้อจำกัดในการบริหารจัดการน้ำมันและเชื้อเพลิงสำรองมากขึ้น เนื่องจากโครงสร้างพลังงานของประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าและความเคลื่อนไหวของตลาดโลกในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
ในช่วงก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการแข่งขันและเปิดให้มีการนำเข้า LNG มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดหา LNG บางส่วนยังต้องพึ่งพาตลาดจร หรือ Spot Market ซึ่งมีความผันผวนตามสถานการณ์พลังงานโลก
สัญญาซื้อขาย LNG ไม่ครอบคลุมความต้องการ
ดร.คุรุจิตตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว การจัดทำสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวอาจยังไม่ครอบคลุมปริมาณความต้องการในระดับที่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยง โดยหนึ่งในปัจจัยที่นำมาพิจารณาคือแนวโน้มราคาตลาดจร ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับราคาระยะยาวได้
เมื่อสงครามรัสเซีย-ยูเครนเกิดขึ้นและความต้องการ LNG ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาตลาดจรจึงปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยต้องนำเข้า LNG บางส่วนในราคาที่สูงกว่าระดับปกติ และเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานภายในประเทศ
นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกยังส่งผลต่อต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าของประเทศไทย โดยในปี 2566 รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการตรึงราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมปรับกรอบการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้สามารถรองรับภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในบางช่วงกองทุนมีฐานะติดลบประมาณ 130,000 ล้านบาท
ต่อมาเมื่อภาระต้นทุนสะสมเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดีเซลจึงปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณลิตรละ 34-35 บาท ขณะที่ค่าไฟฟ้าก็ต้องปรับตามต้นทุนเชื้อเพลิงและภาระทางการเงินของระบบที่เกิดขึ้นจริง
ดร.คุรุจิต ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า ปัญหาดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับการวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้าในอดีต โดยการประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าและการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในบางช่วง อาจส่งผลให้อัตรากำลังผลิตสำรองของระบบอยู่ในระดับสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง และเพิ่มภาระต้นทุนต่อระบบไฟฟ้าในระยะยาว
สถานการณ์ราคา LNG และภาระต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือแผน PDP ฉบับใหม่ โดยสะท้อนให้เห็นว่าก๊าซธรรมชาติยังคงมีบทบาทเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย ขณะเดียวกัน รัฐจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในอนาคตอย่างเป็นระบบ
แนะรัฐวางแผนบริหารต้นทุนพลังงานล่วงหน้า
รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการวางแผนบริหารต้นทุนพลังงานล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระทางการเงินสะสมและส่งต่อไปยังประชาชนในระยะยาว โดยในช่วงปี 2566 รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการตรึงค่าเอฟที หรือ Ft เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ ด้วยการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. รับภาระต้นทุนบางส่วนไว้เป็นการชั่วคราว
มาตรการดังกล่าวทำให้เกิดภาระทางการเงินสะสม ซึ่งรัฐบาลชุดต่อมาต้องบริหารจัดการควบคู่กับภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและทยอยลดภาระหนี้ โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากเกินไป
ดร.คุรุจิต ยกตัวอย่างกรณีช่องว่างในช่วงเปลี่ยนผ่านการผลิตปิโตรเลียม หรือ Operational Gap ที่เคยเกิดขึ้นกับแหล่งเอราวัณ ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทย โดยความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่และการบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านที่ขาดความต่อเนื่อง มีส่วนทำให้กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติภายในประเทศลดลง
เมื่อกำลังการผลิตก๊าซในประเทศลดลง ประเทศไทยจึงต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศเข้ามาทดแทนมากขึ้น ในช่วงที่ราคาตลาดโลกอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างราคาพลังงานภายในประเทศ
ประเทศไทยควรเริ่มเตรียมความพร้อมด้านสัมปทานและแผนการผลิตปิโตรเลียมล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุ เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศ
ความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศมีความสำคัญต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก บรรเทาภาระค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือน รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเผชิญกับช่องว่างด้านการจัดหาพลังงานเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต







