thansettakij
thansettakij
เอกชนห่วงรื้อสัญญาซื้อไฟ สะเทือนเชื่อมั่นลงทุน จี้รัฐเปิดโต๊ะเจรจา

เอกชนห่วงรื้อสัญญาซื้อไฟ สะเทือนเชื่อมั่นลงทุน จี้รัฐเปิดโต๊ะเจรจา

12 ก.ค. 69 | 01:19 น.

เอกชนชี้รื้อสัญญาโรงไฟฟ้าไม่ใช่คำตอบค่าไฟ จี้แก้ต้นทุนให้ตรงจุด เตือนรัฐอาจซ้ำรอยเวียดนาม นักลงทุนต่างชาติชะลอลงทุน ระบุค่า Adder ไม่ใช่ต้นเหตุหลักค่าไฟแพง

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมรื้อสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับผู้ผลิตเอกชน โดยมีเป้าหมายยกเลิกการต่อสัญญาอัตโนมัติและปรับลดราคารับซื้อเพื่อลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน
  • ภาคเอกชนกังวลถึงความเป็นธรรม เนื่องจากโครงการในยุคแรกมีต้นทุนการลงทุนสูงกว่าปัจจุบันมาก และไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์ที่รัฐระบุว่าการดำเนินงานเกิน 10 ปีถือว่าคุ้มทุนแล้ว
  • การเปลี่ยนแปลงสัญญากลางคันอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และทำลายบรรยากาศการลงทุนของประเทศในระยะยาว
  • ผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเวทีเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างเป็นธรรม ก่อนที่จะมีการบังคับใช้นโยบายดังกล่าว

จากการที่รัฐบาลเตรียมรื้อสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้งโซลาร์เซลล์และพลังงานลม เพื่อการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน โดยตั้งเป้ายกเลิกสัญญาที่มีการต่ออายุอัตโนมัติ พร้อมเสนอปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เหลือ 2.16 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับโครงการโซลาร์ชุมชน 

โดยจะบังคับใช้ทั้งกับโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปี และกลุ่มที่ยังไม่ครบสัญญาแต่ดำเนินกิจการมาเกิน 10 ปี ซึ่งถือว่าคุ้มทุนแล้ว ซึ่งเตรียมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อแก้ไขมติเดิม ก่อนมอบหมายให้ 3 การไฟฟ้าเร่งทำสัญญาใหม่กับเอกชน เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) และค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชน

นอกจากนี้ ยังได้ตั้งอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) โดยเฉพาะค่า AP/EP เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุด โดยยืนยันว่าการดำเนินการครั้งดังกล่าวนี้จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน

แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า ระบุว่า จากแนวทางดังกล่าวภาคเอกชนต้องการเห็นความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ เนื่องจากการพัฒนาโครงการในยุคแรกนั้นมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งราคาแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และต้นทุนทางการเงิน ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

 

ทั้งนี้ การระบุว่าโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเกิน 10 ปีนั้นคุ้มทุนแล้ว อาจไม่เป็นจริงเสมอไปสำหรับทุกโครงการ เพราะด้วยความคุ้มทุนของแต่ละบริษัทมีเงื่อนไขและต้นทุนในอดีตที่ซับซ้อนและท้าทายกว่ายุคปัจจุบันมาก จึงต้องการให้รัฐบาลเปิดเวทีพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันก่อนจะมีการบังคับใช้โยบาย

เอกชนห่วงรื้อสัญญาซื้อไฟ สะเทือนเชื่อมั่นลงทุน จี้รัฐเปิดโต๊ะเจรจา

 

นอกจากนี้ ยังมองว่าอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนก็เพราะเชื่อมั่นในนโยบายรัฐบาลตั้งแต่แรก หากมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาในลักษณะดังกล่าวนี้ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การลงทุนของประเทศ เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม จนทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าเข้ามาลงทุนต่อ

ส่วนของข้ออ้างเรื่องค่า Adder ที่ทำให้ค่าไฟแพงนั้น มองว่ารัฐบาลอาจกำลังเกาไม่ถูกที่คัน เนื่องจากเมื่อนำค่า Adder มาเฉลี่ยแล้วไม่ได้สูงมากอย่างที่คิด และควรไปพิจารณาปรับปรุงในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคามากกว่า

อย่างไรก็ดี เวลานี้ผู้ประกอบการยังไม่ได้รับการประสานหรือเชิญเข้าไปหารืออย่างเป็นทางการจากฝ่ายนโยบาย จึงต้องการให้มีการพูดคุยกันอย่างละเอียดเพื่อให้ได้แนวทางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายและไม่ทำลายบรรยากาศการลงทุนในระยะยาว

จับตาสัญญาจ่อสิ้นสุด 1,512 เมกฯ

โครงการพลังงานหมุนเวียนรุ่นแรก เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างค่าไฟฟ้าของภาคประชาชน ซึ่งยังมีกำลังผลิตที่อยู่ในระบบอีกกว่า 1,500 เมกะวัตต์ ที่ยังไม่หมดอายุสัญญา

จากข้อมูลสรุปสถานภาพการผลิตไฟฟ้าสะท้อนให้เห็นว่า โครงการที่ได้รับเงินส่วนเพิ่ม Adder ทั้งหมดมีกำลังผลิตรวม 4,108 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น

  • กลุ่มที่หมดสัญญา Adder แล้วจำนวน 2,596 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ มิ.ย. 2569) ซึ่งกลุ่มนี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็น PPA แบบ 5 ปีและต่อเนื่อง โดยรับซื้อในราคาค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ยแทน
  • กลุ่มที่ยังมีสัญญา Adder คงเหลือจำนวน 1,512 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกรายหน่วยงานรับซื้อ จะพบว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีโครงการ Adder รวม 2,535 เมกะวัตต์ ปัจจุบันคงเหลือสัญญา Adder อีก 1,470 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยหมดสัญญาลงทั้งหมดภายในปี 2572 ขณะที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีโครงการรวม 1,573 เมกะวัตต์ แต่เหลือสัญญา Adder เพียง 42 เมกะวัตต์เท่านั้น และจะหมดสัญญาในปี 2574

ประชาชนจ่าย 0.086 บาทต่อหน่วย

แหล่งข่าวระบุว่า ต้นทุนจาก Adder เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ถูกส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้าผ่านค่า Ft โดยจากการวิเคราะห์โครงสร้างค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในช่วงต้นปี 2568 (ม.ค.-เม.ย. 2568) ที่ราคา 4.15 บาทต่อหน่วย พบว่าต้นทุนจาก SPP Adder และ VSPP Adder รวมกันอยู่ที่ 0.086 บาทต่อหน่วย

เอกชนห่วงรื้อสัญญาซื้อไฟ สะเทือนเชื่อมั่นลงทุน จี้รัฐเปิดโต๊ะเจรจา

 

นอกจากนี้ ยังมีส่วนประกอบของค่า FiT (Feed-in Tariff) อีกประมาณ 0.078 บาทต่อหน่วย ทำให้เมื่อรวมภาระจากนโยบายรัฐด้านพลังงานหมุนเวียน (Adder + FiT) ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนส่วนนี้รวมกว่า 0.169 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นประมาณ 4.09% ของค่าไฟฟ้าทั้งหมด

ทางออกหลังหมดสัญญา PPA 5 ปี-เปิดเสรี TPA

ประเด็นที่กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ากำลังเร่งหารือคือ อนาคตของโรงไฟฟ้ากลุ่มที่หมดสัญญา Adder ไปแล้วจำนวน 2,596 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสัญญาแบบ 5 ปีและต่อเนื่อง มีข้อเสนอให้นำกำลังผลิตส่วนนี้มาช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ประกอบด้วย

  • การรับซื้อต่อในราคาที่ต่ำลง โดยอาจให้เพิ่มปริมาณการขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อทำให้ราคารับซื้อรวมเฉลี่ยต่ำลงกว่าเดิม
  • การเปิดเสรีบุคคลที่สาม (TPA) เพื่อเปลี่ยนกำลังผลิต 2,596 เมกะวัตต์นี้ ให้เป็น Direct PPA สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม หรือรองรับ Data Center ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด

"การบริหารจัดการสัญญา Adder ที่กำลังจะหมดลงในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าค่าไฟฟ้าของคนไทยจะลดลงได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ"

แหล่งข่าวพลังงาน แจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติในการปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากภาคเอกชนเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐ พบว่าปัญหาหลัก คือสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขนาดเล็ก และขนาดเล็กมาก (SPP/VSPP) ที่มีการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชนในอดีตทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม มีลักษณะเป็นสัญญาชั่วนิรันดร์ที่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติหมดสัญญา โดยราคารับซื้อเดิมยังอ้างอิงจากราคาขายส่งบวกด้วยค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ซึ่งสูงถึงกว่า 3 บาทต่อหน่วย โดยโรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่แท้จริง

ดังนั้น ที่ประชุมฯจึงพิจารณาปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ถูกลง อ้างอิงราคาจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย โดยเริ่มใช้กับโรงไฟฟ้าโซลาร์ก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะมีการกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง  

โดยกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบมี 2 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 515 สัญญา รวมกำลังการผลิตราว 2,400 เมกะวัตต์ กลุ่มนี้เดิมมีการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี มติใหม่คือจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกต่อไป โดยจะให้ต่อได้อีก 1 รอบตามระยะเวลาในสัญญาเดิม เช่น 3 หรือ 5 ปี และต้องใช้ราคารับซื้อที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น หากครบกำหนดนี้แล้วจะถือว่าสิ้นสุดสัญญาทันที
  • กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน (Adder) มาครบ 10 ปี แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี ตามสัญญาที่ได้ทำไว้ ซึ่งในส่วนนี้มีประมาณ 46 สัญญา มีกำลังการผลิตที่ขายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วประมาณ 1,478 เมกะวัตต์) โดยกลุ่มนี้ถือว่าคุ้มทุนค่าก่อสร้าง ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน

ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (Non-COD) ที่มีอยู่ประมาณ 4 สัญญา มีกำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ โดยกลุ่มนี้หากล่วงเลยกำหนด COD มาแล้ว 2 ปีโดยไม่มีความคืบหน้า จะมีการพิจารณายกเลิกสัญญาไป

ขั้นตอนการดำเนินการต่อไปคณะกรรมการฯจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเพื่อกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะมีการดำเนินการแก้ไขและยกเลิกมติ กพช.ที่เคยมีการอนุมัติฯและให้การไฟฟ้าดำเนินการแก้ไขสัญญากับบริษัทเอกชนต่อไป ส่วนตัวเลขค่าไฟจะลดเท่าไรยังต้องรอสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)คำนวณตัวเลขออกมา