
“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เปิดใจ 3 เดือน กับบทบาท สร.6 คุมเกมการค้ารัฐบาลอนุทิน
สัมภาษณ์พิเศษ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดผลงาน 3 เดือน ลุยแก้วิกฤตสินค้าเกษตร ท่องเที่ยว เดินหน้าเจรจาสหรัฐฯ ดันเกมไทยสู่ตลาดการค้าโลก
KEY
POINTS
- สัมภาษณ์พิเศษ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดผลงาน 3 เดือนแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ทั้งปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
- ใช้กลไกพยุงราคาผ่านความร่วมมือกับเอกชน และนำเทคโนโลยี Dashboard มาช่วยพยากรณ์ราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า
- เดินหน้าเจรจาการค้าเชิงรุก โดยเตรียมเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อชี้แจงประเด็นมาตรา 301 และ 122 พร้อมเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-อียู และเปิดตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง
- ตั้งคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นคลัสเตอร์ ครอบคลุมทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การเกษตรและอาหาร และการเจาะตลาด
รัฐบาลอนุทิน 2 บริหารราชการแผ่นดินครบ 3 เดือน ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน ทั้งวิกฤตค่าครองชีพ ราคาพลังงานผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในหลายรายการ โดยหนึ่งในกลไกสำคัญของรัฐบาลที่ถูกวางตัวให้เป็นขุนพลด้านเศรษฐกิจ มีหน้าที่ดูแลการค้าและหาเงินเข้าประเทศ นั่นคือ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ในโอกาสทำงานครบ 3 เดือน รองนายกฯ “ศุภจี” มีโอกาสเปิดใจถึงแนวทางการทำงานตลอดเวลาที่ผ่านมาในฐานะของรองนายกฯ กับผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ครอบคลุมทั้งมิติการเกษตร การท่องเที่ยว และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
นางศุภจี เริ่มต้นว่า ช่วง 3 เดือนแรกของการทำงานเป็นช่วงเวลาที่มีวิกฤตหลายเรื่องเข้ามาพร้อมกัน ทั้งวิกฤตค่าครองชีพและพลังงานจากผลกระทบในตะวันออกกลาง รวมถึงวิกฤตราคาสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นราคามะพร้าวตกต่ำ มาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย และราคาทุเรียนที่มีแนวโน้มลดลง สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ทยอยเข้ามาต่อเนื่อง
“ในการทำงานที่ผ่านมา ได้เน้นการวางแผนแก้ปัญหาที่ต้นน้ำควบคู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยยึดหลักว่าการแก้ปัญหาต้องไปถึงคนที่ได้รับความเดือดร้อนจริง ไม่ใช่การออกมาชี้แจงว่าเหตุใดจึงทำไม่ได้ แม้การทำงานที่ผ่านมาจะไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวมากนัก แต่หลักการทำงานยังคงยึดที่การลงมือแก้ปัญหาเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง” นางศุภจี ระบุ
ตั้งคณะที่ปรึกษา แบ่งงานคลัสเตอร์หลัก
ในบทบาทรองนายกฯ การทำงานจะเน้นการบูรณาการส่วนใหญ่ เนื่องจากภารกิจที่รับผิดชอบอยู่ในส่วนอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพราะงานด้านการผลิต การค้า และการบริการไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเพียงลำพัง จึงได้มีการแบ่งงานของอนุกรรมการออกเป็นด้านต่าง ๆ และมอบหมายให้คณะที่ปรึกษารับผิดชอบในแต่ละด้าน
คนแรกคือ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษา เป็นประธานดูแลคลัสเตอร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ หรือ Wellness Tourism และช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy โดยในด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยต้องแก้ปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวใช้จ่ายน้อยลง จึงต้องหันไปโฟกัสการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างรายได้ใหม่ ซึ่งถือเป็น New S-Curve ที่จะสร้างการเติบโตให้ประเทศในอนาคต
ส่วนงานด้านคลัสเตอร์เกษตรและอาหาร หรือ Agriculture & Food Security รวมถึงงานด้านชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ได้มอบหมายให้ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ เป็นประธานขับเคลื่อนงานในด้านนี้ ซึ่งมีโมเดลในการพัฒนาด้านเกษตรและอาหารอยู่หลายเรื่อง ขณะที่ ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโลกาภิวัตน์ สถาบันเอเชียศึกษา จะมาช่วยเรื่องของตลาดจีน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ดูภาพรวมเศรษฐกิจโลก และ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ดูาเซียน ส่วนตะวันออกกลาง มอบหมายให้ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดูแลงานด้านนี้เป็นหลัก ทำให้ภารกิจของรองนายกฯ ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจฐานราก การท่องเที่ยว และการเกษตรไปพร้อมกัน
Dashboard พยากรณ์ราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้า
สำหรับการทำงานที่ผ่านมา ยังได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวางแผนเพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตร ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำระบบ Dashboard เพื่อติดตามราคาสินค้าเกษตร และนำมาใช้ติดตามราคาและผลผลิตข้าว โดยระบบดังกล่าวสามารถพยากรณ์ราคาและผลผลิตล่วงหน้าได้ถึง 2 เดือน ช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีข้อมูลรองรับที่ชัดเจนมากขึ้น
ระบบดังกล่าวทำให้สามารถตัดสินใจซื้อนำตลาดเพื่อพยุงราคาได้ทันท่วงทีก่อนที่ราคาจะปรับลดลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือราคาข้าวสารขาวปรับตัวสูงขึ้นจาก 334 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งเคยอยู่ในระดับต่ำกว่าคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนาม ขึ้นมาอยู่ที่ 480 ดอลลาร์ต่อตัน
สะท้อนถึงผลของการใช้ข้อมูลเชิงคาดการณ์เข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านการค้าสินค้าเกษตร และเตรียมขยายระบบนี้ไปเจาะกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ ๆ ต่อไป
พยุงราคาทุเรียน มะพร้าว กุ้ง ผนึกเอกชนลดภาระงบประมาณรัฐ
สำหรับกรณีราคาทุเรียน นางศุภจีกล่าวว่า ราคาทุเรียนของไทยยังไม่ตกต่ำมากนัก และไม่เกิดภาวะทุเรียนล้นตลาดเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากได้ใช้กลยุทธ์สร้างดีมานด์ให้ทุเรียนไทยถูกมองว่าเป็นทุเรียนเนื้อพรีเมียม จนสามารถผลักดันการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ในหลายตลาด ขณะเดียวกันราคามะพร้าวก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากลูกละ 2 บาท มาอยู่ที่ 15 บาท
ส่วนปัญหาการส่งออกกุ้งไปยังมาเลเซียที่ถูกระงับ ขณะนี้ใช้กลไกการรับซื้อนำตลาด โดยตั้งเป้าช่วยรับซื้อกุ้งไม่ต่ำกว่าเดือนละ 400 ตัน แต่ในช่วง 3 สัปดาห์แรกของการดำเนินการสามารถรับซื้อได้แล้วถึง 2,900 ตัน เนื่องจากพบว่าปริมาณกุ้งที่ประสบปัญหาจริงมีมากกว่าข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในระบบ สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งแก้ไขปัญหาให้ทันต่อสถานการณ์จริง
นางศุภจี กล่าวว่า จากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้โมเดลการแก้ปัญหาด้วยความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือ Matching มีความสำคัญอย่างมาก โดยได้ประสานงานกับเครือข่ายร้านอาหารและห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ อาทิ MK และ Go Wholesale ให้เข้ามาช่วยรับซื้อกุ้งจากเกษตรกรโดยตรง
ขณะเดียวกันโครงการไทยช่วยไทยได้นำผลผลิตกุ้งไปจำหน่ายผ่านเครือข่ายความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อช่วยระบายสินค้าออกสู่ตลาดภายในประเทศ
เตรียมบินเจรจาการค้าสหรัฐฯ 15-17 ก.ค.
สำหรับการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ รองนายกฯ ยอมรับว่า ปัจจุบันมีโจทย์ท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การเจรจาการค้ามีความยากขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต จึงจำเป็นต้องวางแผนการเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์ ส่วนประเด็นเรื่องมาตรา 301 และมาตรา 122 ที่สหรัฐฯ เปิดไต่สวนการส่งออกสินค้าจากไทย ได้เตรียมเดินทางไปชี้แจงกับฝ่ายสหรัฐฯ ในวันที่ 15-17 กรกฎาคมนี้ เพื่อเจรจาหาข้อสรุป
ทั้งนี้ กฎหมายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ตามมาตรา 122 ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ หรือ Trade Act of 1974 จะหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ การเจรจาครั้งนี้จึงต้องมุ่งเน้นการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น โดยถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการส่งออกของไทย
ประเด็นสำคัญในการไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ครอบคลุม 2 เรื่องหลัก คือ กำลังการผลิต และแรงงานบังคับ โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าไทยเป็นเพียงทางผ่านของสินค้าจากจีนที่นำมาตกแต่งเพียงเล็กน้อยแล้วส่งออกต่อ ซึ่งไทยได้ยื่นผลพิสูจน์ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เครื่องจักร ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ยาง พบว่ามีสัดส่วนการผลิตจริงในประเทศสูงถึง 70-90% และไม่มีรายการใดที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 60%
ส่วนประเด็นภาษีแรงงานบังคับ ปัจจุบันไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษี 12.5% เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนในการห้ามรับสินค้าจากแรงงานบังคับ ขณะที่มาเลเซียเสียภาษีเพียง 10% เพราะมีการเซ็นความตกลงล่วงหน้าไปแล้ว ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ พร้อมระบุว่ากำลังเร่งออกกฎหมายรองรับและพิสูจน์ได้ว่าในกระบวนการผลิตของไทยไม่มีการใช้แรงงานบังคับจริง
นอกจากนี้ไทยได้เตรียมข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา โดยชี้ให้เห็นว่าดุลการค้าที่ไทยได้เปรียบสหรัฐฯ จนขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 7 นั้น กว่า 30% เป็นผลผลิตจากบริษัทสหรัฐฯ ที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในไทยแล้วส่งกลับไปยังสหรัฐฯ พร้อมกันนี้ยังได้เสนอรายการสินค้าประมาณ 6 กลุ่ม ที่ควรได้รับการยกเว้นภาษี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอย่างข้าวหอมมะลิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ได้ปลูกเอง และการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาหารและค่าครองชีพของประชาชนอเมริกัน
“หัวใจสำคัญของการสื่อสารกับฝ่ายสหรัฐฯ ว่าจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ฝ่ายสหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่นั้นกำลังทำให้สินค้าอเมริกันที่ไม่สามารถผลิตเองในประเทศได้ หรือไม่สามารถทดแทนได้ในทันที มีราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนจากตัวชี้วัดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง โดยการเดินทางในครั้งนี้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อขจัดความไม่แน่นอนทางการค้าและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคธุรกิจไทย” รองนายกฯ ระบุ
เร่งเจรจา FTA ไทย-อียู เดินหน้าเปิดตลาดตะวันออกกลาง
ขณะที่ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป รองนายกฯศุภจี อัพเดทว่า ขณะนี้ยังเหลือประเด็นที่ต้องเจรจาอีก 9 บท โดยการเจรจารอบต่อไปจะมีขึ้นในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการเจรจา และจะพยายามผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าให้ได้มากที่สุดในรอบนี้
พร้อมกันนี้ยังเร่งผลักดันการจัดทำความตกลงทางการค้ากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เพื่อเปิดประตูการส่งออกสินค้าไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการขยายตลาดใหม่
รองนายกฯ กล่าวในประเด็นนี้ว่า แม้ในปัจจุบันภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังคงมีความขัดแย้งหรือการสู้รบกันอยู่ แต่ในที่สุดสถานการณ์จะคลี่คลายลง หรือหากยังคงยืดเยื้อต่อไป ไทยก็ควรหาช่องทางและวิธีการค้าขายกับภูมิภาคนี้ให้ได้ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต
แก้โจทย์ทุนจีนทะลัก ดึงร่วมลงทุนซัพพลายเชนไทย
นอกจากนี้ในเรื่องปัญหาสินค้าจีนและการลงทุนของนักลงทุนจีนที่ทะลักเข้ามาในไทยมีจำนวนมาก ท่ามกลางความกังวลว่าการไหลบ่าของสินค้าและการลงทุนจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ในระยะต่อไปต้องเน้นการเปลี่ยนผ่านจากความสัมพันธ์ทางการค้าแบบซื้อมาขายไป ไปสู่ยุทธศาสตร์ความร่วมมือแบบ Co-Creation หรือการร่วมกันระหว่างสองประเทศสร้างมูลค่าเพิ่มของห่วงโซ่อุปทานทั้งสองฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ล่าสุดในการพบกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เสนอให้มีการจัดตั้งกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างสองประเทศ โดยมีรองนายกฯของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมกัน โดยจีนมุ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่คำนึงถึงระเบียบโลก (World Order) และการรักษาสมดุลทางการค้าของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่าการเข้ามาลงทุนของจีนในไทยมักนำเอาสินค้าวัตถุดิบเข้ามาจากจีนเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าซื้อจากไทย
โมเดลที่นำเสนอคือรูปแบบ Co-Creation โดยการดึงจีนเข้ามาลงทุนสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ในส่วนของโครงสร้างการลงทุน ต้องเป็นการร่วมทุนที่ฝ่ายไทยถือหุ้นข้างมาก เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน นอกจากนั้นจีนจะต้องมีพันธสัญญาในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตให้กับบุคลากรไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต
ส่วนเงื่อนไขเรื่องการใช้วัตถุดิบและสินค้าจากผู้ประกอบการไทย (Local Content) ในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น ซึ่งหากแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้จะเหมือนกับการแก้ปัญหาหลายส่วนไปด้วยกัน ทั้งเรื่องการขาดดุลการค้าที่ไทยขาดดุลจากจีนมาก และการแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า ที่มีข้อสงสัยว่าสินค้าบางกลุ่มอาจเป็นการนำเข้าจากจีนมาประกอบเพียงเล็กน้อยในไทยแล้วส่งออก
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้รวบรวมฐานข้อมูลการเจรจา (Pending Issues) จากทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก เพื่อให้สามารถดึงข้อมูลมาประกอบการเจรจาได้ทันทีภายในไม่กี่นาที ช่วยให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Co-Creation มีประสิทธิภาพและเท่าทันสถานการณ์โลกได้







