thansettakij
thansettakij
เปิดเหตุผลกรมศุลฯ จำเป็นขนาดไหน? กับการจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ 2.9 พันล้าน

เปิดเหตุผลกรมศุลฯ จำเป็นขนาดไหน? กับการจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ 2.9 พันล้าน

เปิดเบื้องหลัง 9 เดือนที่ชะงัก 'อธิบดีศุลกากร' เปิดอกความจำเป็นเครื่องเอกซเรย์ใหม่ หลังเครื่องเก่า 18 ปีพังไร้อะไหล่ พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ 2.9 พันล้าน สกัดกั้นยาเสพติดโลก-ลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่

KEY

POINTS

  • เครื่องเอกซเรย์เดิมที่ท่าเรือแหลมฉบังมีอายุใช้งานนานถึง 18 ปีจนเสื่อมสภาพและไม่มีอะไหล่ซ่อมบำรุง ทำให้ประสิทธิภาพการตรวจจับสิ่งผิดกฎหมายลดลง
  • เพื่อยกระดับเทคโนโลยีให้ทันสมัย สามารถตรวจจับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายที่ถูกซุกซ่อนด้วยวิธีการที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ
  • จัดซื้อเครื่องใหม่ 4 เครื่องเพื่อติดตั้งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง 2 เครื่อง และด่านชายแดนแม่สอดกับเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการลักลอบขนยาเสพติด
  • เทคโนโลยีใหม่ช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการเปิดตรวจตู้สินค้า ซึ่งเป็นช่องว่างของการทุจริตคอร์รัปชัน โดยใช้ภาพถ่ายเป็นหลักฐานที่ชัดเจน

ในแวดวงการค้าระหว่างประเทศและระบบศุลกากรของทุกประเทศทั่วโลก "เครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์" คือปราการด่านสุดท้ายที่คอยแยกปลาออกจากน้ำ คัดกรองสิ่งผิดกฎหมายก่อนเข้าและออกจากประเทศ

แต่สำหรับกรมศุลกากรไทยในเวลานี้ ปราการดังกล่าวกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างความเสื่อมสภาพของเทคโนโลยีที่ถูกทิ้งร้างมาเกือบ 2 ทศวรรษ กับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใหม่วงเงิน 2,900 ล้านบาท ที่ยังคง "ติดหล่ม" มานานกว่า 9 เดือน

จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการสกัดกั้นขบวนการยาเสพติดข้ามชาติที่กำลังใช้ไทยเป็นทางผ่านอย่างแยบยล

วิกฤต 18 ปี อวสานอะไหล่ เมื่อ "ดาบ" เดิมเริ่มบิ่น

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าตระหนกว่า เครื่องเอกซเรย์ที่ใช้งานอยู่ที่ "ท่าเรือแหลมฉบัง" ในปัจจุบันมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 18 ปี ซึ่งถือว่าเกินอายุขัยของเทคโนโลยีความมั่นคงไปไกลมาก

จนล่าสุดบริษัทผู้ผลิตได้ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่าไม่มีอะไหล่รองรับการซ่อมแซมอีกต่อไป และความเสื่อมสภาพนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการตรวจพบสิ่งของผิดกฎหมายที่ซุกซ่อนอยู่อย่างซับซ้อน

อธิบดีฯ ยอมรับว่าปัจจุบันกรมฯ กำลังพยายามศึกษาเทคโนโลยีที่องค์การศุลกากรโลก (WCO) แนะนำ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ในการตรวจหาเทคนิคการอำพรางยาเสพติดที่พัฒนาขึ้นทุกวัน

จาก "เครื่องเอกซเรย์ทั่วไป" สู่ระบบ "MRI" ระดับโลก

เหตุผลที่กรมศุลกากรต้องเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรวมกว่า 2,900 ล้านบาท สำหรับจัดหาเครื่องเอกซเรย์ใหม่จำนวน 4 เครื่องนั้น ไม่ใช่เพียงเพื่อการทดแทน แต่เป็นการยกระดับ infrastructure ด้านความมั่นคงในจุดยุทธศาสตร์ โดยมีการวางแผนการติดตั้ง 4 จุด โดยแบ่งเป็น

ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 2 เครื่อง เนื่องจากเป็นท่าเรือหลักที่มีตู้คอนเทนเนอร์เข้า-ออกเกือบ 10 ล้านตู้จากทั้งหมด 13 ล้านตู้ของประเทศ กรมฯ จึงต้องการเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าเดิม

"ผมเปรียบเทียบว่าแหลมฉบังเหมือนโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่แค่มีเครื่องเอกซเรย์ แต่ต้องมีเครื่องมือระดับ MRI เพื่อตรวจจับสิ่งที่มองไม่เห็นได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว"

ด่านเชียงของ และ แม่สอด จุดละ 1 เครื่อง ติดตั้งเครื่องที่มีเทคโนโลยีเหมาะสมกับปริมาณงาน โดยเฉพาะแม่สอดที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ระดับโลก และมักถูกขบวนการลักลอบใช้ประโยชน์จากเส้นทางขนส่งที่สะดวกในการขนสินค้าผิดกฎหมาย

เทคโนโลยีลด "ดุลพินิจ" ปิดช่องว่างคอร์รัปชันด้วยภาพถ่าย

หัวใจสำคัญที่อธิบดีกรมศุลกากรเน้นย้ำคือ การใช้เทคโนโลยีเอกซเรย์คือการสร้าง "ธรรมาภิบาล" ในองค์กร ที่ผ่านมาการเปิดตรวจตู้สินค้าด้วยแรงงานคนก่อให้เกิดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกลายเป็นช่องว่างให้เกิดข้อครหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์

"เครื่องเอกซเรย์ไม่หลอกใคร เพราะระบบใหม่จะมีการบันทึกภาพถ่ายไว้เป็นหลักฐานทั้งขาเข้าและขาออก หากตรวจพบความผิดปกติ ภาพเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ ซึ่งช่วยลดการพบปะโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการได้อย่างชัดเจน" อธิบดีกรมศุลกากร กล่าว

ผ่าปม 9 เดือน การจัดซื้อที่หยุดชะงัก

ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบพบว่า จากเอกสารการประกวดราคาล่าสุดพบว่า โครงการย่อยที่ 1 (ระบบ CT Scan) ต้องยกเลิกไปเนื่องจากมีผู้ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว ซึ่งตามระเบียบกระทรวงการคลังไม่แนะนำให้พิจารณาผู้ยื่นรายเดียวในครั้งแรก

ส่วนโครงการย่อยที่ 2 (ระบบ Drive-Through) มีผู้ยื่น 2 ราย แต่ทั้งคู่กลับยื่นข้อเสนอไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน TOR จึงต้องประกาศยกเลิกและเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

แม้จะมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่อธิบดีฯ ยอมรับในระหว่างการประชุมร่วมกับ 3 บิ๊กตรวจสอบ สตง. ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อหาทางออกให้กับโครงการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ว่า กรมฯ ตกอยู่ในภาวะ กล้า ๆ กลัว ๆ"จนทำให้เวลาล่วงเลยไปถึง 9 เดือนโดยยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ สาเหตุหลักมาจากงบประมาณที่มีมูลค่าสูงถึง 2,900 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายปฏิบัติกังวลเรื่องความถูกต้องและเกรงกลัวการตรวจสอบภายหลัง 

“เรียนตามตรง เจ้าเดียวเนี่ยผมก็ไม่กล้าให้คณะกรรมการเดินต่อ เป็นประโยชน์กับราชการยังไงก็ต้องเอาเซฟตัวไว้ก่อน นี่พูดกันตรงไปตรงมา”