thansettakij
thansettakij
“พิพัฒน์” งัดกฎเหล็กคุมรับเหมาทิ้งงาน เพิ่มโทษ-บังคับทำประกันภัย

“พิพัฒน์” งัดกฎเหล็กคุมรับเหมาทิ้งงาน เพิ่มโทษ-บังคับทำประกันภัย

08 ก.ค. 69 | 05:08 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ค. 69 | 05:17 น.

"พิพัฒน์" เดินหน้ากฎใหม่คุมผู้รับเหมาก่อสร้างรัฐ เพิ่มโทษทิ้งงาน บังคับจัดทำแผนความปลอดภัย ประกันภัยบุคคลภายนอก เร่งกำหนดทิศทางโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ประเทศ

KEY

POINTS

  • กระทรวงคมนาคมเตรียมออกกฎกระทรวงใหม่เพื่อเพิ่มบทลงโทษผู้รับเหมาที่ทิ้งงานก่อสร้างของรัฐให้มีความเข้มงวดมากขึ้น
  • กฎหมายใหม่จะบังคับให้ผู้รับเหมาต้องจัดทำประกันภัยเพื่อเป็นหลักประกันและคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจได้รับผลกระทบ
  • ผู้รับเหมาที่เข้ารับงานจะต้องมีแผนด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน เพื่อป้องกันและรับมือกับอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน ซึ่งกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เป็นการเพิ่มบทลงโทษผู้รับเหมาที่ทิ้งงานให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยกระทรวงคมนาคมได้เตรียมพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ด้วย 

โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งต้องนำมาเป็นองค์ประกอบในการชี้วัดสาเหตุที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน

ทั้งนี้สิ่งที่กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำและให้ความสำคัญสูงสุดคือความปลอดภัยโดยผู้รับเหมาที่จะเข้ามารับงานจะต้องมีการเตรียมแผนด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน และต้องจัดทำประกันภัยเพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ที่ต้องเสี่ยงภัย เพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือกับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน 

นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนในอดีต เช่น กรณีอุบัติเหตุที่สีคิ้ว จ. นครราชสีมา ถนนพระราม 2 หรือเหตุการณ์ดินสไลด์จนอุโมงค์ทรุดตัวที่จังหวัดเชียงราย 

โดยกฎหมายฉบับนี้จะบังคับให้ผู้รับเหมาต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น และบังคับว่าอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีประกันภัยคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย 

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกันกระทรวงคมนาคม ได้เตรียมจัดงานสัมมนาเพื่อระดมสมองภายใต้ “MOT New Chapter" โดยมีการแบ่งกลุ่มเวิร์กช็อประดมความคิดเห็ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในวันที่ 13 ก.ค. 2569  

พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มเวิร์กช็อประดมความคิดเห็นครอบคลุมทุกเส้นทาง ทั้งทางบก ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ ซึ่งจะมีการสรุปผลการสัมมนาในวันที่ 13 ก.ค. 2569 หลังจากนั้นจะนำแผนงานทั้งหมดไปมอบหมายให้ สนข. เป็นผู้มอนิเตอร์และติดตามความคืบหน้าการทำงานของแต่ละฝ่าย เพื่อให้ แผนการทำงานของแต่ละฝ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่า จะมีการวัดผลการทำงาน ของรัฐมนตรี ว่า สำหรับการทำงานของตน และรัฐมนตรีช่วยทั้ง 3 คน ต้องมาดูงานของกระทรวงว่า KPI อยู่ตรงไหน ยอมรับว่าสิ่งที่กระทรวงคมนาคมดำเนินการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ต้องใช้เวลา 

อย่างไรก็ดี จะมาบอกว่าภายใน 3 เดือนจะให้รู้หรือจะให้งานสำเร็จคงไม่ได้ เพราะในโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละชิ้น ล้วนแต่ต้องใช้เวลาทั้งนั้น แต่เราจะมีความคืบหน้าให้ ซึ่งในส่วนของตนและรัฐมนตรีช่วย ก็จะมีการทำงานและรายงานความคืบหน้าให้ทราบ แต่สิ่งที่เรามุ่งเน้น คือภาพรวมของระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ต้องเดินให้ได้