
โลจิสติกส์ไทยแสนล้านเดือด ผู้เล่นไทยถือส่วนแบ่งไม่ถึง 20%
ไปรษณีย์ไทย ระบุตลาดโลจิสติกส์ไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Express Delivery ที่เติบโตตามอีคอมเมิร์ซ มีมูลค่าสูงราว 100,000 ล้านบาทต่อปี แต่ผู้ประกอบการไทยยังได้ส่วนแบ่งไม่ถึง 20% ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคา เทคโนโลยี และอำนาจต่อรองที่อยู่ในมือแพลตฟอร์มเป็นหลัก
KEY
POINTS
- ตลาดขนส่งด่วนของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท แต่ผู้ประกอบการไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ถึง 20%
- การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงส่งผลให้ผู้ให้บริการส่วนใหญ่มีอัตรากำไรต่ำมาก บางรายประสบภาวะขาดทุนหรือทำได้เพียงเสมอตัว
- ปริมาณงานขนส่งจำนวนมากถูกควบคุมโดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขหลัก ทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไม่สามารถควบคุมปริมาณพัสดุได้
นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมโลจิสติกส์ไทยในงานเปิดตัวแพลตฟอร์ม Thaimart บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย ว่า ตลาดขนส่งด่วน หรือ Express Delivery ยังเป็นตลาดที่มีความต้องการสูง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ให้บริการจำนวนมากต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรง ทั้งด้านมาตรฐานการจัดส่ง ความรวดเร็ว เทคโนโลยี และราคาค่าขนส่ง
ตลาดบริการส่งด่วนของไทยมีมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี แต่ผู้ประกอบการไทยมีส่วนแบ่งไม่ถึง 20% ขณะที่ปริมาณงานจำนวนมากขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขหลักของการขนส่ง ทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์หลายรายไม่สามารถควบคุมปริมาณพัสดุได้เต็มที่
ตลาดใหญ่ แต่กำไรบาง
แม้ตลาดจะมีขนาดใหญ่ แต่ภาพธุรกิจไม่ได้สดใสสำหรับผู้เล่นทุกราย เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาทำให้อัตรากำไรอยู่ในระดับต่ำ บางรายยังขาดทุนหรือทำได้เพียงเสมอตัว ขณะที่รายที่มีกำไรดีที่สุดก็ยังอยู่ในระดับไม่ถึง 10% ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะหากต้องการขยายธุรกิจหรือเข้าสู่ตลาดทุน
ปัญหาสำคัญคือ ปริมาณงานที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงเครือข่ายของผู้เล่นจำนวนมากได้ทั้งหมด ผู้ประกอบการจึงต้องวางแผนให้ชัดเจนว่าจะอยู่ในตลาดนี้อย่างไร จะเลือกแข่งขันด้วยราคา เทคโนโลยี คุณภาพบริการ หรือเลือกโฟกัสเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ตนเองมีความถนัด
Data คือหัวใจใหม่ของโลจิสติกส์
นายพงษ์ทร กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของธุรกิจโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการใช้ข้อมูล หรือ Data เพื่อทำความเข้าใจลูกค้า พฤติกรรมการซื้อ รูปแบบการจัดส่ง และต้นทุนในแต่ละเส้นทาง
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสามารถใช้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าไปต่อยอดทั้งด้านโฆษณา การบริหารออเดอร์ และการรับประกันยอดขาย ขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์เองก็ต้องเรียนรู้การใช้ข้อมูลให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงขนส่งพัสดุจากต้นทางไปปลายทาง แต่ต้องเข้าใจว่าลูกค้าต้องการบริการแบบใด ช่วงเวลาใด และต้นทุนที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
ในอนาคต ผู้ให้บริการจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น ระบบ GPS การติดตามสถานะพัสดุ ระบบกล้อง การเก็บภาพหลักฐานการจัดส่ง และระบบบริหารเส้นทาง เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดข้อผิดพลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า
ลดต้นทุน ต้องเริ่มจากปรับกระบวนการ
อีกโจทย์ใหญ่ของธุรกิจโลจิสติกส์คือ ต้นทุน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือรัฐวิสาหกิจที่มีพนักงานจำนวนมากและโครงสร้างค่าใช้จ่ายสูง การแข่งขันในตลาดที่ราคาถูกกดลงต่อเนื่อง ทำให้การบริหารต้นทุนกลายเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก
นายพงษ์ทร ชี้ว่า ผู้ประกอบการต้องกลับมาดูกระบวนการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่รับงาน คัดแยก ขนส่ง จนถึงส่งมอบปลายทาง ว่าส่วนใดสามารถทำให้ Lean ขึ้นได้ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเลือกใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าช่องทางใดสร้างกำไร ช่องทางใดมีต้นทุนสูง และลูกค้ากลุ่มใดควรให้บริการในรูปแบบใด เพราะการรับงานทุกประเภทโดยไม่คำนวณต้นทุน อาจทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ไม่เหลือกำไรจริง
ลูกค้าเปลี่ยนเร็ว โลจิสติกส์ต้องยืดหยุ่น
พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการบริการที่เร็วขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และตอบสนองได้แทบตลอดเวลา ทั้ง Instant Delivery, On-Demand Delivery หรือการจัดส่งตามเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต้องปรับตัวจากระบบขนส่งแบบเดิม ไปสู่บริการที่ตอบโจทย์เฉพาะมากขึ้น
สำหรับผู้ขายออนไลน์และผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ความยืดหยุ่นก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะลูกค้าไม่ได้รอเฉพาะเวลาทำการ การบริหารคำสั่งซื้อ การแพ็กสินค้า การจัดส่ง และการตอบคำถามลูกค้า จึงต้องเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ควรโฟกัสในสิ่งที่เป็น Core Business ของตนเอง แล้วเลือกใช้พันธมิตรหรือผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดความเสี่ยง และเพิ่มความเร็วในการให้บริการ
สร้าง Ecosystem แทนการโตลำพัง
ทางรอดของโลจิสติกส์ไทยในระยะต่อไป คือการสร้าง Ecosystem ที่ดี ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมดในทุกกิจกรรม แต่สามารถร่วมมือกับพันธมิตร เช่น คลังสินค้า ผู้ให้บริการขนส่งย่อย Subcontractor หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อให้บริการได้ครบวงจรมากขึ้น
ในส่วนของไปรษณีย์ไทย ได้ใช้แนวทางร่วมลงทุนและตั้งบริษัทลูกในธุรกิจที่ไม่ใช่ Core Business โดยตรง เพื่อขยายบริการและเพิ่มความคล่องตัว ขณะเดียวกันยังพร้อมทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มไทย เช่น Thaimart เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการทุกรายให้เข้าถึงระบบขนส่งที่เหมาะสม
ตลาดโลจิสติกส์ไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก และประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านเทคโนโลยี ข้อมูล ต้นทุน และความร่วมมือกับพันธมิตร หากต้องการอยู่รอดในตลาดที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้นทุกปี
สำหรับผู้ขายที่เข้าร่วมโครงการ Thaimart หรือผู้ประกอบการที่ต้องการใช้บริการขนส่ง สามารถติดต่อไปรษณีย์ใกล้บ้านเพื่อสอบถามเงื่อนไขและราคาพิเศษได้ โดยไปรษณีย์ไทยพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงบริการโลจิสติกส์ที่เหมาะสมกับต้นทุนและรูปแบบธุรกิจของแต่ละราย







