thansettakij
thansettakij
กรมพัฒน์ ใช้ AI เช็กบิลนอมินีธุรกิจนำเที่ยว พบเสี่ยง 5 จังหวัด ถอนใบอนุญาต 4 ราย

กรมพัฒน์ ใช้ AI เช็กบิลนอมินีธุรกิจนำเที่ยว พบเสี่ยง 5 จังหวัด ถอนใบอนุญาต 4 ราย

04 ก.ค. 69 | 02:50 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ค. 69 | 03:32 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกรมการท่องเที่ยว ใช้ AI คัดกรองนอมินีธุรกิจทัวร์ พบกลุ่มเสี่ยง 33 รายใน 5 จังหวัด เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 4 ราย ที่เหลือเร่งตรวจสอบเชิงลึก เอาผิดถึงที่สุด

KEY

POINTS

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมมือกับกรมการท่องเที่ยวปราบปรามนอมินีในธุรกิจทัวร์ โดยลงพื้นที่ตรวจสอบ 5 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ พบกลุ่มเสี่ยง 33 ราย
  • มีการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวแล้วจำนวน 4 ราย เนื่องจากเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้นจนขาดคุณสมบัติ
  • ส่วนผู้ประกอบการที่เหลืออีก 29 ราย อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าปราบนอมินีธุรกิจทัวร์ จับมือกรมการท่องเที่ยวใช้ AI ตรวจจับธุรกิจเสี่ยง พบ 33 รายใน 5 จังหวัดท่องเที่ยว พร้อมขยายผลเอาผิดทั้งคนไทยและต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

ผนึกกรมท่องเที่ยว หาแนวป้องกัน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี เข้าร่วมประชุมกับรองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ของคนต่างด้าว 

โดยประเด็นหลักของการหารือประกอบด้วย 

1.แนวทางและมาตรการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าวตามนโยบายของรัฐบาล 

2.แนวทางในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการตรวจสอบ ติดตามการดำเนินงานของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึง การดูแลนักท่องเที่ยว 

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ทั้ง 2 หน่วยงานร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายและมีการใช้คนไทยเป็นนอมินี ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

1. ทบทวนแนวปฏิบัติในการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยเฉพาะประเด็นที่บุคคลสัญชาติไทยปรากฏชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัทมากเกินปกติวิสัยที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถบริหารกิจการได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นช่องว่างของกฎหมายที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง 

โดยในส่วนของกรมการท่องเที่ยว ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว กล่าวคือ เป็นคุณสมบัติของนิติบุคคลในการขอรับใบอนุญาตฯ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอให้มีการพิจารณาประวัติการศึกษา การประกอบอาชีพ และฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ข้อมูลรายได้ ประวัติการชำระภาษีเงินได้ประจำปีย้อนหลัง 3 ปี โดยอาจกำหนดให้มีกลไกการคัดกรองผ่านการสัมภาษณ์จากกรมการท่องเที่ยวก่อนได่รับใบอนุญาตนำเที่ยว

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ให้รวมถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลด้วย

2. พัฒนาระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบออนไลน์แบบ Real Time พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือน เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที

3. การจัดทำฐานข้อมูลร้านค้าและสถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ภาพรวมของเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนเฝ้าระวังการผูกขาดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยเป็นนอมินี รวมถึงการเลี่ยงภาษีหรือฟอกเงิน 

โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการตรวจสอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

MOU ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ร่วมลงนาม MOU การแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) เพื่อเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียน/รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่มีคนไทยเป็นนอมินี 

โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้ง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยวที่มีพฤติกรรมในลักษณะที่อาจจะเข้าข่ายนอมินี สร้างกลไกการทำงานร่วมกันในการเฝ้าระวัง ป้องกันและปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฯ 

ใช้ AI คัดกรอง พบ 5 จว.เสี่ยง 

ทั้งนี้ ปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) กรมพัฒน์ และ กรมการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่ร่วมลงนาม MOU ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ และกรุงเทพมหานคร พบกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินี 33 ราย ในจำนวนนี้ พบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือผู้ถือหุ้น จนขาดคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวของ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 4 ราย 

ส่วนจำนวนที่เหลือ 29 ราย ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งหากพบมีการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย แต่ละหน่วยงานจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

“การแก้ไขปัญหานอมินีธุรกิจนำเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนอมินียุคปัจจุบันมีพัฒนาการใช้วิธีการที่แนบเนียนปิดบังเจ้าหน้าที่รัฐในการลงพื้นที่ตรวจสอบ การจะปราบปรามธุรกิจนอมินีต้องอาศัยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นกรอง ติดตาม เฝ้าระวัง ธุรกิจกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย