
เศรษฐกิจไทย เดือนพ.ค. ส่งออกโต 23 เดือนติด จับตาสงคราม-น้ำมันแพง
สศค.เผยเศรษฐกิจไทย เดือนพ.ค. ส่งออกโต 23 เดือนติด บริโภคเอกชนโตกว่าปีก่อน ท่องเที่ยวเครื่องยนต์หลัก ต่างชาติเข้าไทย 2.35 ล้านคน จับตาสงคราม-น้ำมันแพง
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ยังขยายตัว โดยมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23
- มูลค่าการส่งออกขยายตัว 10.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีตลาดหลักที่เติบโตโดดเด่นคือสหรัฐอเมริกาและอาเซียน
- ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองคือความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังเติบโต แม้อัตราการขยายตัวเริ่มชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังมีสัญญาณบวกตามรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษก สศค. เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงการส่งออกสินค้าที่ยังเติบโตเป็นเดือนที่ 23 ติดต่อกัน แม้จะเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
บริโภคเอกชนโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคงทน สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่ที่เพิ่มขึ้น 15.2% และรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น 2.9% สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงซึ่งเพิ่มขึ้น 2.3%
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคมปรับลดลงมาอยู่ที่ 49.5 จาก 50.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบค่าครองชีพและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
ด้านการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณทรงตัว โดยการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ยังได้รับแรงหนุนจากการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น 19.6% แต่การลงทุนในภาคขนส่งและอสังหาริมทรัพย์ยังชะลอตัว สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ลดลง 14.7% และรายได้ภาษีจากธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง 8.6%
ส่งออกโตต่อเนื่อง 23 เดือน ‘สหรัฐ-อาเซียน’ ตลาดหลัก
ในส่วนของภาคการค้าระหว่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 34,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 10.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 ติดต่อกัน โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก ผลไม้ และอาหารสัตว์เลี้ยง
“ตลาดส่งออกสำคัญของไทยยังเติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งขยายตัวสูงถึง 33.5% ตามด้วยอาเซียน 29.7% สหภาพยุโรป 12.1% และญี่ปุ่น 11.7% ขณะที่ตลาดอินโดจีนและอินเดียยังหดตัว”
ท่องเที่ยวเครื่องยนต์หลัก ต่างชาติเข้าไทย 2.35 ล้านคน
ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ โดยในเดือนพฤษภาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ 2.35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนการท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.2%
ในด้านการผลิต ภาคอุตสาหกรรมยังต้องเฝ้าระวัง หลังดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงมาอยู่ที่ 84.7 จาก 85.3 ในเดือนก่อนหน้า จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง
ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตอยู่ที่ 52.6 แม้จะลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนว่าภาคการผลิตยังอยู่ในภาวะขยายตัว
การคลังแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.87 ล้านดอลลาร์
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.79% เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.92% ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 66.6% ต่อจีดีพี ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
ขณะเดียวกัน ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงที่ 287,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนฐานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งและสามารถรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกได้
“แม้เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากการบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาพลังงานโลก รวมถึงมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างใกล้ชิด”







