
ปชน. อัดรัฐจัดงบฯ 70 ติดแกรม เสนอ 4 ข้อกู้วิกฤตอุตสากรรมยานยนต์ไทย
พรรคประชาชนฉะรัฐบาลจัดงบปี 70 ติดแกรม เน้นอุดหนุนยอดขายแต่เมินสร้างอุตสาหกรรม วิ่งตามเทรนด์แต่ทิ้งรากฐานเดิม เตือนระวังซ้ำรอยแบรนด์ไทยในอดีต พร้อมกาง 4 แผนพลิกยุทธศาสตร์ยานยนต์ ป้องกันคนตกงาน 6 แสนคน
KEY
POINTS
- พรรคประชาชนวิจารณ์งบประมาณปี 2570 ว่ารัฐบาลใช้นโยบายแบบตามกระแส (FOMO) ทุ่มเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า แต่ละเลยอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม เสี่ยงซ้ำรอยความล้มเหลวของแบรนด์ "ธานินทร์" และ "อุตสาหกรรมกุ้งไทย"
- ชี้ให้เห็นการจัดสรรงบที่ไม่สมดุล โดยงบประมาณกว่า 90% (3,500 ล้านบาท) ถูกใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายรถ EV ขณะที่งบพัฒนาทักษะแรงงานมีน้อยมากและไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
- เสนอ 4 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาฐานการผลิตยานยนต์ ได้แก่ การยกระดับบอร์ด EV, เปลี่ยนการอุดหนุนจากฝั่งผู้ซื้อไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและแรงงาน, ช่วยผู้ผลิตชิ้นส่วนเปลี่ยนไปสู่ตลาดใหม่ และปรับเกณฑ์ภาษีเพื่อป้องกันการนำเข้าทดแทนการผลิต
- เตือนว่าหากรัฐบาลไม่เปลี่ยนนโยบายและยังขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอาจล่มสลาย และประเทศจะติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางต่อไป
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่ออนาคตภาคอุตสาหกรรมไทย เขาระบุว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายแบบ FOMO (Fear of Missing Out) หรือการวิ่งตามกระแสใหม่แต่ทอดทิ้งอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่มีแรงงานกว่า 6 แสนคนเสี่ยงตกงาน พร้อมยกบทเรียนความล้มเหลวจาก "แบรนด์ธานินทร์" และ "อุตสาหกรรมกุ้ง" มาเตือนใจรัฐบาล และยื่น 4 ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปฏิรูปการผลิตของประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่ติดหล่มมานานกว่า 50 ปี
บทเรียนราคาแพง: จาก "ธานินทร์" ถึง "กุ้งไทย" ที่รัฐปล่อยมือทิ้ง
นายวีระยุทธ ได้ฉายภาพความล้มเหลวในอดีตที่เกิดจากยุทธศาสตร์ "How to ทิ้ง" ของรัฐบาลไทย โดยยกตัวอย่างแบรนด์ "ธานินทร์" ซึ่งในทศวรรษ 2520 เคยผลิตโทรทัศน์สีแข่งกับญี่ปุ่นได้และเป็นความภูมิใจของชาติ แต่เมื่อเกิดวิกฤตลดค่าเงินบาทในทศวรรษต่อมาและมีหนี้ 600 ล้านบาท รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยกลับไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่เลือกช่วยทุนที่ใกล้ชิดกว่าจนแบรนด์ไทยต้องล่มสลายไป
นอกจากนี้ยังยกกรณี "อุตสาหกรรมกุ้งไทย" ที่เคยเป็นเบอร์ 1 ของโลกในปี 2550 แต่เมื่อเจอโรคระบาดในปี 2555 ไทยกลับตกบัลลังก์และไม่เคยกลับมาได้อีกเลย เนื่องจากรัฐบาลทำเพียงให้เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ไม่ลงไปแก้ไขปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง ซึ่งนายวีระยุทธเตือนว่าขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญชะตากรรมที่คล้ายกัน
รัฐบาลทำนโยบายแบบติดแกรม หน้าใหญ่ ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ
แฉงบ 70 "ติดแกรม" อุดหนุนค่ายรถหมื่นล้าน แต่เทรนคนได้แค่ 5 วัน
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ให้เห็นความผิดปกติของการจัดงบประมาณปี 2570 โดยระบุว่ารัฐบาลใช้เงินแบบ "ติดแกรม" คือเน้นอุดหนุนยอดขาย EV สูงถึง 3,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 90% ของงบยานยนต์ทั้งหมด ขณะที่มีงบสำหรับพัฒนาคนเพียง 60 กว่าล้านบาทเท่านั้น
ที่น่าตกใจคือ โครงการของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่อบรมแรงงานยานยนต์ 15,000 คน มีงบเฉลี่ยจนเทรนคนได้เพียงคนละ 5 วัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่ ซ้ำร้ายงบส่วนนี้ยังถูกตัดลดลง 9% ในปีงบประมาณ 2570 นายวีระยุทธระบุว่าไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน แต่ขาดคนที่มีหัวใจเข้าถึงภาคการผลิตและขาดยุทธศาสตร์ที่ละเอียดพอ
เปิด 4 ข้อเสนอผ่ายุทธศาสตร์: เปลี่ยนไทยสู่ "ยานยนต์แห่งอนาคต"
เพื่อให้ไทยสามารถรักษาฐานการผลิตและยกระดับแรงงานได้ นายวีระยุทธได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการต่อรัฐบาล
1. ยกระดับ "บอร์ด EV" เป็น "บอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต" เพื่อวางแผนพัฒนาให้ครอบคลุมตลอดสายพานการผลิต (Supply Chain) ไม่ใช่โฟกัสแค่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
2. เปลี่ยนการอุดหนุนจาก Demand สู่ Supply ผันงบประมาณจากการช่วยคนซื้อรถมาเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทักษะคนไทยอย่างจริงจัง
3. สร้างโอกาสเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดใหม่ สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมให้สามารถโยกย้ายสู่ทางเลือกอื่น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ หรือ "เก้าอี้ทันตกรรม" ซึ่งใช้พื้นฐานทักษะใกล้เคียงกันแต่ต้องการการสนับสนุนด้านการปรับไลน์ผลิต
4. ปรับเกณฑ์ Local Content และภาษีศุลกากร เพื่อป้องกันสภาวะ "การนำเข้าทดแทนการผลิต" หลังจากมาตรการอุดหนุนหมดลงในปี 2571 ซึ่งอาจทำให้ค่ายรถลดการผลิตในไทยและเปลี่ยนมานำเข้าแทน
อย่าใช้เงิน อย่าใช้งบเพื่อซื้อแต่อุปสงค์ ต้องใช้เงินสร้างคน สร้างอุตสาหกรรม
นายวีระยุทธ สรุปทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยังไม่เลิกนโยบายแบบ FOMO และยังแบ่งงานตามโควตารัฐมนตรีโดยไม่มีวาระอุตสาหกรรมนำหน้า ไทยจะไม่มีทางทำ GDP ให้โตได้ถึง 5.8% ตามเป้าหมาย และจะติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางต่อไปอีกนาน







