
เม็กซิโกเชือดสับปะรดไทยเก็บภาษีทุ่มตลาด 5 ปี สะเทือนส่งออก ดีเดย์ 20 มิ.ย. นี้
เม็กซิโก ประกาศเก็บภาษีทุ่มตลาดสับปะรดกระป๋องไทย 0.93 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม มีผลบังคับใช้ 20 มิ.ย. 69 นาน 5 ปี หลังชี้กระทบอุตสาหกรรมในประเทศ
KEY
POINTS
- เม็กซิโกประกาศเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) กับสับปะรดกระป๋องนำเข้าจากไทยในอัตรา 0.93 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม
- มาตรการภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569
- การเก็บภาษีครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและทำให้ไทยเสี่ยงสูญเสียตำแหน่งผู้นำตลาดให้กับคู่แข่งอย่างเวียดนามและจีน
รัฐบาลเม็กซิโกประกาศใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับสินค้านำเข้าจากไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 และบังคับใช้นาน 5 ปี แม้ไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดนำเข้าสับปะรดกระป๋องอันดับ 1 ของเม็กซิโก แต่ภาษีรอบใหม่อาจกระทบความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางการรุกหนักของคู่แข่งรายใหม่อย่างเวียดนามและจีน
เก็บภาษีทุ่มตลาดเริ่ม 20 มิ.ย.
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเม็กซิโก รายงานว่า กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกได้ประกาศผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าสับปะรดกระป๋องนำเข้าจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยมติการไต่สวนขั้นสุดท้าย พบว่ามีความเสียหายกับอุตสาหกรรมในประเทศที่เกิดจากการนำเข้าสับปะรดกระป๋องจากทั้งสามประเทศ จึงกำหนดอากรตอบโต้
สำหรับสินค้าสับปะรดกระป๋องที่นําเข้ามาในเม็กซิโกจากทั้ง 3 ประเทศ ภายใต้พิกัด 2008.20.01 ดังนี้
- ไทย เก็บที่อัตรา 0.93 ดอลลาร์/กิโลกรัม
- ฟิลิปปินส์ เก็บที่อัตรา 0.94 ดอลลาร์/กิโลกรัม
- อินโดนีเซีย สินค้านำเข้าจากบริษัท PT Great เก็บที่อัตรา 0.99 ดอลลาร์/กิโลกรัม และสินค้าที่นำเข้าจากผู้ส่งออกรายอื่น เก็บที่อัตรา 1.02 ดอลลาร์/กิโลกรัม
โดยอาการตอบโต้การทุ่มตลาดดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569
มีผลบังคับใช้ 5 ปี
ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายการค้าระหว่างประเทศของเม็กซิโก อัตราอากรดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี โดยจะสิ้นสุดการบังคับใช้วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2574
ขณะเดียวกันในประกาศผลการไต่สวนขั้นสุดท้าย ระบุว่าสินค้านำเข้าจากไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มีราคาสินค้านำเข้าเฉลี่ยต่ำกว่าราคาจำหน่ายของผู้ผลิตในประเทศประมาณ 40% และต่ำกว่าราคานำเข้าจากแหล่งอื่น 23% ซึ่งพฤติกรรมการทุ่มตลาด ส่วนต่างของราคา ดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน
โดยเห็นได้จากดัชนีชี้วัดต่างๆ ของอุตสาหกรรมในประเทศมีอัตราลดลงอย่างชัดเจน ได้แก่
- ภาคการผลิต พบว่าผลผลิตรวมลดลง 21% โดยการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศลดลง 22%
- ภาคการตลาด พบว่า ยอดขายในประเทศลดลง 2% และส่วนแบ่งตลาดลดลง 12.9% เมื่อเทียบกับปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ
- ภาคแรงงาน พบว่าอัตราการจ้างงานลดลง 5% ค่าจ้างลดลง 10% และประสิทธิภาพการผลิตลดลง 17% และภาคการเงิน พบว่ารายได้รวมลดลง 8%
ดังนั้น จึงมีมติให้กำหนดอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสินค้าจากทั้งสามประเทศข้างต้น
ทั้งนี้ มติดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าสับปะรดกระป๋องจากไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 เนื่องจากมีผู้ผลิตในเม็กซิโก ยื่นคำร้องต่อกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโกว่าได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้าสับปะรดกระป๋องจากไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่นำเข้ามายังเม็กซิโกและขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด โดยกำหนดช่วงเวลาการไต่สวน ตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ. 2566 – 31 มีนาคม 2567
โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 กระทรวงเศรษฐกิจได้ประกาศมติการไต่สวนเบื้องต้น พบว่ามีส่วนต่างของราคาสับปะรดกระป๋องนำเข้าจากแต่ละประเทศจากราคาที่เป็นธรรมในตลาด จึงกำหนดอากรตอบโต้ชั่วคราว เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 4 ตุลาคม 2568 - 4 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับสินค้าสับประรดกระป๋องนำเข้าจากไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Bank of Mexico พบว่า ในปี 2569 (ม.ค. – เม.ย.) เม็กซิโกนำเข้าสินค้าสับปะรดกระป๋องมูลค่ารวม 19.48 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 136.08% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยนำเข้าจากไทยสูงสุดมูลค่า 4.76 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 43.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม มูลค่า 5.83 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3,438.04% ตามด้วย จีน มูลค่า 2.49 ล้านดอลลาร์ จากที่ไม่มีการนำเข้า
ขณะที่การนำเข้าจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีมูลค่าเพียง 127,934.78 และ 108,829.78 ดอลลาร์ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 88.21% และ 66.41% ตามลำดับ
จากสถิติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเก็บอากรตอบโต้ชั่วคราวที่รัฐบาลเม็กซิโกบังคับใช้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่ลดลงรุนแรง ได้แก่ การนำเข้าจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ในขณะที่มีกลุ่มโตทดแทน ได้แก่ เวียดนาม มียอดนำเข้าโตแบบก้าวกระโดดถึง 3,438.04% และ จีน เข้ามาชิงตลาดใหม่ทันทีมูลค่า 2.49 ล้านดอลลาร์
ไทยเสียแชมป์ส่งออกอันดับ 1
สคต.เม็กซิโก ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ไทยจะยังครองสัดส่วนการนำเข้าสับปะรดกระป๋องสูงสุดที่ 4.76 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 43.86% เนื่องจากผู้นำเข้าเม็กซิโกยังเชื่อมั่นในคุณภาพ แต่การประกาศภาษีทุ่มตลาดรอบล่าสุดที่มีผลบังคับใช้ 5 ปี ในอัตรา 0.93 ดอลลาร์ / กิโลกรัม จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยควรวางแผนรับมือและสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพของสินค้าอย่างต่อเนื่อง เน้นทำการตลาดว่าสับปะรดไทยเป็นเกรดพรีเมียม รสชาติดี มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง เพื่อให้คุ้มค่ากับราคา รวมทั้งหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สับปะรดออร์แกนิกในน้ำ/น้ำผลไม้แท้ ตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพ หรือใช้บรรจุภัณฑ์แบบนวัตกรรม เช่น ถ้วยพลาสติกใสซีลสนิท หรือ Pouch ที่เปิดทานง่ายสำหรับกลุ่มพกพา ซึ่งจะเป็นการยกระดับสินค้าและหลีกเลี่ยงการแข่งกับสินค้าเกรดล่างจากจีนและเวียดนามเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในเม็กซิโกต่อไป





