thansettakij
thansettakij
กฎ Decree 280 จีนเขย่าส่งออก เวียดนามเร่งปรับตัว สินค้าไทยเสี่ยงติดด่าน

กฎ Decree 280 จีนเขย่าส่งออก เวียดนามเร่งปรับตัว สินค้าไทยเสี่ยงติดด่าน

22 มี.ค. 69 | 04:21 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มี.ค. 69 | 04:44 น.

สคต.นครโฮจิมินห์ รายงาน เวียดนามเร่งปรับตัวรับกฎนำเข้าจีน หลังออกกฎ Decree 280 คุมเข้มนำเข้าอาหาร บีบผู้ส่งออกเวียดนามเร่งปรับตัวก่อน 1 มิ.ย. 69 ไทยเสี่ยงต้นทุนพุ่ง-ของติดด่าน

KEY

POINTS

  • จีนเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบนำเข้าอาหารฉบับใหม่ "Decree 280" ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2569 ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดในการขึ้นทะเบียนและตรวจสอบผู้ส่งออกต่างชาติ
  • ผู้ส่งออกเวียดนามกำลังเร่งปรับตัวตามกฎใหม่ แต่ประสบปัญหาข้อมูลทะเบียนธุรกิจไม่ตรงกับระบบของจีน ทำให้สินค้าเริ่มติดค้างที่ด่านศุลกากร
  • ผู้ประกอบการไทยมีความเสี่ยงที่สินค้าจะถูกกักที่ด่านศุลกากรจีนเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกลุ่มเดียวกับเวียดนาม หากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ซับซ้อนได้ทัน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญของภาคการส่งออกสินค้าเกษตรเวียดนาม ที่กำลังเร่งปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับมาตรการกำกับการนำเข้าฉบับปรับปรุงของจีน ภายใต้กฤษฎีกาหมายเลข 280 (Decree 280) ซึ่งเตรียมมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2569

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลผู้ประกอบการต่างชาติในห่วงโซ่อุปทานสินค้าอาหารนำเข้า โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น

ยกระดับกฎนำเข้า แทนที่กรอบเดิม “Decree 248”

สำหรับสาระสำคัญของ Decree 280 คือการปรับปรุงและแทนที่บทบัญญัติบางส่วนของกฤษฎีกาหมายเลข 248 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้กำกับการขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกสินค้าอาหารจากต่างประเทศตั้งแต่ปี 2565 โดยกฎใหม่เน้นการขยายขอบเขตสินค้าที่ต้องขึ้นทะเบียน เพิ่มความเข้มงวดด้านเอกสาร และยกระดับระบบบริหารจัดการความปลอดภัยอาหาร

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเวียดนามจำนวนมากกำลังเข้าสู่รอบการต่ออายุการขึ้นทะเบียนครั้งแรก หลังครบกำหนด 5 ปี ส่งผลให้เกิดแรงกดดันในการเร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ภายในระยะเวลาเตรียมตัวที่จำกัดเพียง 2–3 เดือน

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม ได้จัดประชุมชี้แจงต่อภาคเอกชนและองค์กรอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติภายใต้กฎใหม่ พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวโดยเร็ว

สินค้ากว่า 2,500 รายการอยู่ภายใต้การควบคุมพิเศษ

ข้อมูลจากสำนักงานมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของเวียดนาม ระบุว่า ปัจจุบันมีสินค้า 2,589 กลุ่ม อยู่ในบัญชีควบคุมพิเศษของจีน ซึ่งผู้ส่งออกต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนผ่านหน่วยงานรัฐของเวียดนามก่อน จึงจะสามารถยื่นขออนุมัติจากสำนักงานศุลกากรจีนได้

สำหรับสินค้าอื่นที่อยู่นอกบัญชีดังกล่าว สามารถขึ้นทะเบียนผ่านระบบ China Import Food Enterprise Registration (CIFER) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีนที่ใช้บริหารจัดการข้อมูลผู้ส่งออกต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่เหลือก่อนกฎใหม่มีผลบังคับใช้ ทำให้ภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัวเพียงประมาณ 2 เดือนครึ่ง ซึ่งถือว่าค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของกระบวนการ

แม้เวียดนามจะเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ไปยังจีน โดยเฉพาะผลไม้ พริกไทย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และกาแฟ แต่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบครั้งนี้กลับสร้างอุปสรรคเชิงปฏิบัติหลายประการ หนึ่งในปัญหาหลัก คือ ความไม่สอดคล้องของข้อมูล ระหว่างระบบ CIFER กับข้อมูลทะเบียนธุรกิจที่มีการปรับปรุงใหม่ หลังการปรับโครงสร้างเขตการปกครองในเวียดนาม ส่งผลให้ข้อมูลที่อยู่บริษัทไม่ตรงกัน และทำให้กระบวนการตรวจปล่อยสินค้าล่าช้า

 

กฎ Decree 280 จีนเขย่าส่งออก เวียดนามเร่งปรับตัว สินค้าไทยเสี่ยงติดด่าน

 

นอกจากนี้ ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะคำขอที่ยื่นไว้ภายใต้กฎเดิม ว่าจะได้รับการพิจารณาต่อเนื่องหรือไม่ภายใต้กฎใหม่ ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม ระบุว่า ผู้ส่งออกบางรายเริ่มเผชิญปัญหาสินค้าติดค้างที่ด่านศุลกากร เนื่องจากข้อมูลไม่ตรงกัน แม้จะเป็นรายละเอียดเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลของเวียดนามระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คำขอขึ้นทะเบียนไม่ผ่านการอนุมัติ ได้แก่

  • ระบบความปลอดภัยอาหารไม่ครบถ้วน เช่น HACCP
  • การระบุพิกัดศุลกากร (HS Code) ไม่ถูกต้อง
  • การระบุรหัส CIQ ผิดพลาด
  • เอกสารประกอบไม่ครบถ้วน

โดยข้อผิดพลาดเหล่านี้ แม้จะดูเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่กลับมีผลโดยตรงต่อการอนุมัติ และอาจนำไปสู่การปฏิเสธการนำเข้า

ขณะเดียวกัน จีนยังเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ ทั้งแบบปกติและเฉพาะกิจ ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต คลังสินค้า ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ ทำให้ผู้ประกอบการต้องรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่องเวียดนามเร่งช่วยเอกชน รับมือช่วงเปลี่ยนผ่าน

ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลเวียดนามได้เร่งดำเนินมาตรการสนับสนุนหลายด้าน เช่น ปรับระบบขึ้นทะเบียนให้เป็นแพลตฟอร์มเดียวผ่าน CIFER ประสานงานกับจีนเพื่อแก้ไขข้อมูลที่ไม่ตรงกัน เปิดให้ยื่นต่ออายุทะเบียนล่วงหน้า 3–12 เดือน รวมถึงสนับสนุนสมาคมอุตสาหกรรมรวบรวมปัญหาเสนอรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้เกิดการหารือทวิภาคีกับจีน เพื่อแก้ไขอุปสรรคทางการค้าอย่างเป็นระบบ

โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทย

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม หรือส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนโดยตรง กฎใหม่ดังกล่าวถือเป็นทั้งความเสี่ยง และโอกาส ในด้านความเสี่ยง ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นความซับซ้อนของกระบวนการขึ้นทะเบียนความเสี่ยงด้านเอกสารและการตรวจสอบ และความล่าช้าในพิธีการศุลกากร

โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มผลไม้ กาแฟ พริกไทย และถั่ว ซึ่งเป็นสินค้าหลักในห่วงโซ่อุปทานเดียวกับเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง กฎใหม่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับมาตรฐานสินค้า และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หากสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว โดยผู้ประกอบการไทยควรดำเนินการใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ตรวจสอบข้อมูลให้สอดคล้องทุกระบบ ข้อมูลบริษัท ที่อยู่ เอกสารศุลกากร และฉลากสินค้า ต้องตรงกันทุกแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะในระบบ CIFER

2. ยกระดับระบบความปลอดภัยอาหาร พัฒนาและตรวจสอบระบบ HACCP และมาตรฐานสากลอื่น ๆ ให้ครบถ้วน

3. ลดความผิดพลาดทางเทคนิคตรวจสอบ HS Code, CIQ Code และเอกสารประกอบอย่างละเอียดก่อนยื่น

4. ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพระบบออนไลน์ช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการ

นอกจากนี้ การเข้าร่วมสมาคมอุตสาหกรรมและติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงเป็นมาตรการควบคุมการนำเข้า แต่ยังเป็นตัวเร่ง ให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตและการบริหารจัดการ

สำหรับผู้ที่สามารถปรับตัวได้ทัน กฎระเบียบที่เข้มงวดจะกลายเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดจีน ซึ่งยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูง ในขณะที่ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการสูญเสียตลาด

ภายใต้บริบทดังกล่าว การเตรียมความพร้อมเชิงรุกจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น สำหรับผู้ประกอบการไทยและเวียดนาม หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว