
ยกเครื่อง Big data ‘110 สวัสดิการคนไทย’ ทลายกำแพงต่างคนต่างทำ
ทลายกำแพงไซโลข้อมูล พม.เร่งสร้าง Single Social Registry เชื่อมสวัสดิการ 110 รายการ ผ่านแอปฯ ทางรัฐ-Thai ID พร้อมดึง AI ช่วยระบบหลังบ้าน คืนเจ้าหน้าที่สู่งานเคสเชิงลึก
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมรวบรวมข้อมูลสวัสดิการกว่า 110 รายการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลาง (Single Social Registry) เพื่อแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนและข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน
- ปัญหาการทำงานแบบไซโลในอดีตทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและตกหล่นในการให้สวัสดิการ ส่งผลให้กลุ่มเปราะบางจำนวนมากเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้รับ
- ระบบใหม่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย "ตั้งแต่ในครรภ์จนเสียชีวิต" โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" และ "Thai ID" เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดและทั่วถึง
ในโลกที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจคืบคลานเข้าหาคนไทยทุกวินาที “สวัสดิการสังคม” ไม่ควรเป็นเพียงแค่เงินสงเคราะห์ที่จ่ายแบบเบี้ยหัวแตก แต่ต้องเป็นตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ที่แข็งแกร่ง
ทว่าความจริงที่น่าตกใจคือ แม้ประเทศไทยจะมีโครงการสวัสดิการมากมาย แต่ปัญหาการเข้าถึง กลับเป็นกำแพงสูงที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยยังคงตกหล่นอยู่หลังม่านความเจริญ
เปิด 110 สวัสดิการไทย
ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการสวัสดิการสังคมที่ดูแลประชาชนตั้งแต่ “ในครรภ์มารดาจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต” รวมทั้งสิ้นอย่างน้อย 110 รายการ บูรณาการผ่านหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และองค์กรสวัสดิการชุมชนรวมกว่า 99 แห่ง
หากจะเจาะลึกลงไปในรายละเอียด ข้อมูลระบุชัดว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คือหน่วยงานหลักที่ถือครองสวัสดิการมากที่สุดถึง 69 รายการ
ครอบคลุมตั้งแต่นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการ
เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ไปจนถึงการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง
ขณะที่กระทรวงอื่นๆ ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันตามภารกิจเฉพาะด้าน อาทิ
กระทรวงการคลัง (4 สวัสดิการ) ดูแลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และ กยศ.
กระทรวงแรงงาน (6 สวัสดิการ) ระบบประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน
กระทรวงมหาดไทย (4 สวัสดิการ) เบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์ อาหารกลางวันเด็ก และงบพัฒนาบทบาทสตรี
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (5 สวัสดิการ) กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและสวัสดิการชาวสวนยาง
กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช. (2 สวัสดิการ) หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และการสร้างเสริมสุขภาพ
กระทรวงศึกษาธิการ โครงการเรียนฟรี 15 ปี
หน่วยงานอื่นๆ เช่น กสทช. (4 รายการด้านเน็ตคนละครึ่งและแพ็คเกจกลุ่มเปราะบาง), กระทรวงคมนาคม (3 รายการด้านส่วนลดค่าเดินทาง), และสำนักนายกรัฐมนตรี (3 รายการด้านทุนการศึกษาและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา)
ทำงานแบบ “ไซโลข้อมูล”
ทำไมเราถึงต้องรวมศูนย์ข้อมูล? คำตอบซ่อนอยู่ในตัวเลขที่ นายกันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. หยิบยกตัวอย่างขึ้นมาเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีคนในฐานข้อมูลของ พม. (MSO Logbook) ถึง 144,000 คน ที่เป็นกลุ่มเปราะบางแต่กลับเข้าไม่ถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นี่คือผลพวงของการทำงานแบบแยกส่วนหรือ “ไซโล” ที่ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมถึงกัน ประชาชนบางกลุ่มได้รับสิทธิซํ้าซ้อน ในขณะที่กลุ่มที่ลำบากที่สุดกลับตกหล่นเพียงเพราะขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ
“สองมือของเรานี่แหละที่จะต้องร่วมกันผลิตและขับเคลื่อนสวัสดิการสังคม เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงสิทธิอย่างแท้จริง เพื่อคนไทยทุกคน” ปลัดกระทรวง พม. ระบุ
Single Social Registry ประตูบานเดียวสู่โอกาส
ปลัด พม.เล่าว่า แนวทางแก้ปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันคือการสร้าง Single Social Registry หรือ Single Gateway ด้านสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนระบบรวบยอดข้อมูลสวัสดิการทั้งประเทศมาไว้ที่จุดเดียว โดยจะมีการเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และ “Thai ID” เพื่อให้เกิดการยืนยันตัวตนที่แม่นยำที่สุด
ระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูลกลางที่ช่วยให้ภาครัฐรู้ว่าใครได้รับสิทธิอะไรไปแล้วบ้าง และใครที่ยังขาดการดูแล เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณตรงจุด
“เป้าหมายคือการพัฒนาสวัสดิการที่ครอบคลุมตั้งแต่ในครรภ์จนเสียชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าว
“สวัสดิการคือการลงทุนกับมนุษย์ ที่ไม่ใช่ภาระ”
ศ.ดร.พงษ์เทพ สันติกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดสวัสดิการสังคม นำเสนอว่า ต้องการให้หน่วยงานรัฐเปลี่ยนมุมมองจากการมองสวัสดิการเป็นภาระรายจ่าย ให้กลายเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโลกยุค AI และสังคมสูงวัย
จากการวิเคราะห์โครงการสวัสดิการกว่า 116 โครงการ พบว่าไทยมีสัดส่วนการช่วยเหลือสังคม
สูงถึง 72.41% ในขณะที่มีการประกันสังคมเพียง 4% เท่านั้น ข้อมูลนี้สะท้อนว่าระบบไทยเน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางเป็นหลัก แต่ขาดการบูรณาการเป้าหมายร่วมกันเนื่องด้วยข้อจำกัดของระบบราชการแบบ
แยกส่วน
ความล้มเหลวในการบูรณาการที่ผ่านมา ศ.ดร.พงษ์เทพ ชี้ว่าเกิดจากการที่รัฐไม่มีเป้าหมายร่วมกันว่า ต้องการสร้างคนแบบไหน สวัสดิการจึงกลายเป็นการทำหน้าที่ตามแผนงานของใครของมัน
“การเกิดขึ้นของ Single Social Registry จึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังใหม่ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลทุกช่วงวัยเข้าด้วยกัน เพื่อให้การเข้าถึงสิทธิมีความแม่นยำ ทั่วถึง และไม่ตกหล่น” ศ.ดร.พงษ์เทพ ระบุ
พร้อมกับเสนอให้นำ AI มาใช้ปฏิรูประบบหลังบ้านขององค์กรสวัสดิการ เพื่อจัดการงานเอกสารที่เคยกินเวลาของนักสังคมสงเคราะห์ไปมหาศาล เพื่อคืนตัวเจ้าหน้าที่ให้กลับไปทำงานเคสเชิงลึก ซึ่งต้องใช้ความละเอียดอ่อนของมนุษย์ในการดูแลประชาชน
ที่มา - หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,211 วันที่ 21 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569







