
'การบินไทย' ติดปีก จัดทัพฝูงบิน 100 ลำ ปี 2569 ทุ่ม 1 หมื่นล้าน ดัน MRO อู่ตะเภา
‘การบินไทย’ปลดล็อกปัญหาการขาดแคลนเครื่องบินลำตัวกว้างได้สำเร็จ หลังบอร์ดไฟเขียวให้เช่าเครื่องบินเพิ่มอีก 10 ลำ รวมถึงทยอยรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบ จากที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้ 32 ลำ ส่งผลให้ปีนี้จะมีฝูงบินรวม 100 ลำ ซึ่งทิศทางการดำเนินธุรกิจของการบินไทยในปีนี้จะเป็นเช่นไร “ชาย เอี่ยมศิริ” ซีอีโอการบินไทย มีคำตอบ
การบินไทยบริหารฝูงบินปีนี้ 100 ลำ
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจของการบินไทยในปีนี้ ว่า บริษัทกำลังเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ “Network Airlines” หรือการเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายเชื่อมต่อครอบคลุมจุดหมายปลายทางต่างๆ
ปัจจุบันการบินไทยมีเครื่องบินในฝูงบินทั้งหมด 79 ลำ จากก่อนโควิด-19 ที่เคยมีสูงสุด 103 ลำ และบริษัทตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีเครื่องบินราว 100 ลำใกล้เคียงช่วงก่อนโควิด-19
การบินไทยเพิ่งจะรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ 321 นีโอ เป็นเครื่องบินลำตัวแคบ และเป็นเครื่องบินใหม่ จำนวน 32 ลำ ซึ่งเช่ามาตั้งแต่ปี 2567 ล่าสุดเพิ่งทยอยรับมอบเครื่องบินลำแรกแล้ว และในปีนี้น่าจะเข้ามาจำนวน 16 ลำ ซึ่งตามแผนจะรับมอบครบในอีก 3 ปี ภายใน 3 ปี (ปี 2569-2571)
โดยทั้งหมดเป็นเครื่องบินใหม่ New Generation เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ Airbus A321 ประหยัดน้ำมันกว่ารุ่นเดิม 20% และลดปล่อย CO2 ในสัดส่วนเดียวกัน รวมถึงการตกแต่งภายในเน้นความ พรีเมียมเพื่อให้แข่งขันในระดับโลกได้
ทั้งนี้การบินไทย จะนำเครื่องบิน Airbus A321neo ไปเน้นใช้บินในตลาดเอเชีย และอาเซียน ได้แก่ จีน, อินเดีย และญี่ปุ่นตอนใต้ โดยจีน ปีนี้จะเปิดจุดบินเพิ่ม 4 เมือง ได้แก่ ฉงชิ่ง ฉางซา เซี่ยเหมิ่น เซินเจิ้น และเพิ่มความถี่ในเมืองเดิม, อินเดีย เพิ่มทั้งจุดบินและความถี่, CLMV เพิ่มความถี่การบินเช่นกัน
ส่วนฮ่องกงจะเปลี่ยนมาใช้เครื่องแอร์บัส A321 แทนเครื่องรุ่นเดิมเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งเครื่องบิน แอร์บัส เอ 321 นีโอ ลำแรก จะนำมาใช้บินในเส้นทางกรุงเทพฯ-สิงคโปร์
นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาสัญญาเช่าเครื่องบินโบอิ้ง 787 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง จำนวน 10 ลำ หลังจากได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดการบินไทย คาดว่าจะจบไม่เกินกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ และจะเริ่มทยอยรับมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กรกฏาคมนี้ เพื่อนำมาเสริมทัพฝูงบิน
การบินไทย จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเครื่องบินลำตัวแคบ เพื่อแก้ปัญหาที่การบินไทยจะขาดแคลนเครื่องบินลำตัวกว้าง เนื่องจากมีเครื่องบินลำตัวกว้างที่จะต้องปลดระวางในปีนี้อีก 10 ลำ
ทั้งยังอยู่ระหว่างรอรับมอบเครื่องบินใหม่โบอิ้ง 787-9 ที่การบินไทยได้สั่งจองไว้กับทางโบอิ้ง 45 ลำ และจะทยอยรับเข้ามาตั้งแต่ปี 2571 การเช่าเครื่องบินโบอิ้ง 787-8 ของไชน่า เซ้าท์เทิร์น แอร์ไลน์ส ทั้ง 10 ลำ การบินไทยได้เช่าจากบริษัทผู้ให้เช่า (Lessor) คือ Avolon ของไอซ์แลนด์ หลัจากที่บริษัทยอมลดราคาค่าเช่าให้การบินไทย
Network Airline ดันผู้โดยสารปีนี้โต 7%
การขยายฝูงบินที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ทำให้การบินไทยคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตของกำลังการผลิต (Capacity) ประมาณ 5.5% และคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเติบโตประมาณ 7% หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านคน ขณะที่ผลประกอบการปีนี้ ทั้ง EBITDA และรายได้รวมดีกว่าปี 2568 แน่นอน
ขณะที่ปีที่ผ่านมาถือว่าผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน ปัจจุบันบริษัทไม่มีขาดทุนสะสมและกลายเป็นกำไรสะสมแล้ว หากมีกำไรตามข้อบังคับคณะกรรมการจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลได้ นายชาย กล่าว
อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และความล่าช้าในการผลิตเครื่องบินใหม่ ซึ่งตามคาดการณ์ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในเวลาประมาณ 5 ปี
ดังนั้นการตัดสินใจจองเครื่องบินล่วงหน้าตั้งแต่ 3 ปีก่อน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การบินไทยได้รับเครื่องบินตามกำหนดและสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในขณะนี้
อีกทั้งจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และกระจายความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ GDP โตต่ำ การบินไทยใช้กลยุทธ์ Network Airline โยกย้าย Capacity ไปยังจุดที่ไม่มีปัญหาเพื่อรักษารายได้ โดยเน้นรับผู้โดยสารที่เปลี่ยนเครื่อง (Transit) ไปยังเมืองที่ 3 ไม่ได้พึ่งพาแค่ผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศไทยเพียงอย่างเดียว
ทั้งการบินไทย ยังมีแผนระยะยาวที่จะขยายฝูงบินให้เข้าสู่จำนวน 147 ลำ ภายในปี 2576 ซึ่งรวมถึงเครื่องบินใหม่ โบอิ้ง 787-9 ที่จะทยอยรับเข้ามาตั้งแต่ปี 2571 และการปลดระวางเครื่องบินเก่าตามกำหนดการ การที่เครื่องบินในฝูงบินเพิ่มขึ้น
ทำให้การบินไทยมีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการทำประมาณการตัวเลขใหม่ (New Projection) เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนเครื่องบินที่เพิ่มเข้ามา
รวมถึงการบินไทยได้เตรียมแผนรับมือการขาดแคลนบุคลากรการบินอย่างต่อเนื่อง โดยมีการรับสมัครนักบินใหม่ รวมถึงนักบินที่เคยปฏิบัติงานกับการบินไทยให้กลับเข้ามาร่วมงาน
นอกจากนี้ยังได้เริ่มส่งนักบินทุน (Student Pilot) ไปเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับฝูงบินที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ดันแผน MRO อู่ตะเภาหมื่นล้าน
ขณะเดียวกันการบินไทย อยู่ระหว่างเตรียมแผนการลงทุนในโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ (Maintenance, Repair, and Overhaul) หรือ MRO อู่ตะเภา ภายใต้บริษัท Thai MRO Services Company จำกัด หรือ “TMS” ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของบอร์ดการบินไทย
โดยทางบอร์ดได้ขอให้มีการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมในบางเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ก่อนจะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารอีกครั้ง
ทั้งนี้ การบินไทยได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทลูกในชื่อ “TMS” เพื่อเข้ามารับผิดชอบการดำเนินงานด้าน MRO โดยเฉพาะ ซึ่งการบินไทยถือหุ้น 100% ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท และมีแผนจะเพิ่มทุนตามความเหมาะสมในอนาคต
การลงทุน MRO อู่ตะเภา ใช้งบลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาทภายใต้สัญญาเช่าที่ดินระยะยาว 50 ปี และสามารถต่ออายุสัญญาได้อีก 49 ปี (50+49 ปี) หากบอร์ดการบินไทยเห็นชอบ ก็คาดว่าจะมีการเซ็น MOU เช่าพื้นที่กับทางอีอีซี โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการจัดหาผู้ควบคุมงานออกแบบและเริ่มการก่อสร้างได้ภายใน 4-5 เดือนข้างหน้า
การขยายการลงทุน MRO อู่ตะเภา จะช่วยสร้าง “รายได้ที่มั่นคงรูปแบบใหม่” และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ การบินไทยตั้งเป้าหมายที่จะใช้บริษัทเหล่านี้เป็นกลไกในการยกระดับองค์กรให้เป็น ศูนย์กลางซ่อมบำรุงอากาศยานระดับภูมิภาค (Regional MRO Hub) ในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นายชาย กล่าวทิ้งท้าย

