thansettakij
thansettakij
กางภารกิจ ‘กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ ดัน AI-Sandbox สกัดทุจริต รับโจทย์ OECD

กางภารกิจ ‘กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ ดัน AI-Sandbox สกัดทุจริต รับโจทย์ OECD

17 มิ.ย. 69 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 01:06 น.

"อรมน" กางภารกิจ ‘กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ มุ่งยกระดับความโปร่งใส ลดช่องว่างการทุจริต ดัน AI-Sandbox สกัดทุจริต รับโจทย์ OECD

KEY

POINTS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งยกระดับนโยบายต่อต้านการทุจริต เพื่อสร้างความโปร่งใสในการให้บริการภาครัฐ รองรับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD
  • มีแผนจัดทำ Sandbox ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อเป็นช่องทางกลางสำหรับรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตและติดตามผลอย่างเป็นระบบ
  • นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในกระบวนการตรวจสอบเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรเบื้องต้น เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ อาทิ การจดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ขณะเดียวกัน ความโปร่งใสในการให้บริการภาครัฐก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา OECD 

 “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยเริ่มต้นการสนทนาว่า ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาได้เร่งยกระดับนโยบายการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง ล่าสุดได้เชิญภาคเอกชน ผู้ใช้บริการ และคณะทำงานด้าน Zero Corruption เข้าหารือร่วมกัน เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะในการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์

ทั้งนี้ ได้เน้นยํ้าความตั้งใจและนโยบายของรัฐบาลที่ให้หน่วยงานทำงานด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการรับสินบนทุกรูปแบบ และพร้อมรับฟังเบาะแสการเรียกรับผลประโยชน์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น อีเมล กล่องรับความเห็นถึงอธิบดีโดยตรง และเว็บไซต์ร้องเรียนการทุจริต 

 นอกจากนี้ได้มีข้อเสนอแนะคือต้องเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้ประชาชนและ SME ในภูมิภาคเข้าใจภารกิจของกรมเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือแอบอ้าง

ดัน Sandbox รับเรื่องร้องเรียน

 นางอรมนเผยด้วยว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญา มีแผนจัดจัดทำ Sandbox ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อเป็นช่องทางกลางสำหรับรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตและติดตามผลอย่างเป็นระบบ เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ

 ขณะเดียวกัน ยังเตรียมผลักดันการฟื้นฟูคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาในระดับประเทศอย่างบูรณาการ รองรับเป้าหมายการยกระดับดัชนีนวัตกรรมโลก และการยกระดับมาตรฐานทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับแนวทาง OECD

 

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

 

ใช้ AI ลดดุลยพินิจ

 หนึ่งในแนวทางสำคัญที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งดำเนินการ คือการลดการติดต่อแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face) ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับบริการ ผ่านการพัฒนาระบบดิจิทัล อาทิ Tele-consulting การให้คำปรึกษาออนไลน์ ระบบยื่นคำขออิเล็กทรอนิกส์ และ e-Payment เพื่อให้ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

 ที่สำคัญยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะระบบ AI Image Search สำหรับการตรวจสอบเครื่องหมายการค้าเบื้องต้น ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหาความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นคำขอ ลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

“AI จะช่วยลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในบางขั้นตอน และช่วยให้การพิจารณามีมาตรฐานมากขึ้น แต่กระบวนการสุดท้ายยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญที่มีหน้าที่ตรวจสอบอย่างรอบคอบ” นางอรมน ระบุ

สำหรับการจดสิทธิบัตร กรมฯ ยังนำเทคโนโลยี AI มาช่วยสืบค้นข้อมูลและสรุปผลเบื้องต้นจากฐานข้อมูลทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบความใหม่ของสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาสิทธิบัตร

นางอรมน ยอมรับว่า แม้กรมจะพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาสำคัญที่ยังพบคือคุณภาพของคำขอที่ยื่นเข้ามา โดยเฉพาะคำขอสิทธิบัตรจากนักวิจัยหรือผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังขาดความรู้ด้านการเขียนข้อถือสิทธิ์ ทำให้ต้องแก้ไขหลายรอบและส่งผลต่อระยะเวลาการพิจารณา

ดังนั้นกรมฯ จึงจัดอบรมและส่งเสริมการใช้ที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงประสานงานกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่มีโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับคุณภาพคำขอตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้คำขอมีคุณภาพดีตั้งแต่แรก ซึ่งจะทำกระบวนการพิจารณารวดเร็วขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ยื่นและเจ้าหน้าที่

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

AI กับงานลิขสิทธิ์ 

 อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการใช้ AI กับงานลิขสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยยังคุ้มครองเฉพาะผลงานที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์เท่านั้น ทั้งนี้ การนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ฝึก AI ควรได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ และต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยีกับการคุ้มครองผู้สร้างสรรค์ผลงาน

 ปัจจุบันกรมทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ เช่น TikTok, Shopee และ Lazada เพื่ออำนวยความสะดวกในการแจ้งลบ เนื้อหาหรือสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรวดเร็ว

 “ไทยยังไม่มีแผนแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มข้อยกเว้นการใช้ข้อมูลฝึก AI เพราะต้องการรักษาความสมดุล ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีกับการปกป้องผู้สร้างสรรค์งาน หากยกเว้นมากเกินไป คนจะหมดกำลังใจในการสร้างผลงาน แต่กรมมีคณะทำงาน AI ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด”

GI เครื่องยนต์เศรษฐกิจฐานราก

 นอกจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงธุรกิจและนวัตกรรมแล้ว กรมยังเดินหน้าผลักดันสินค้า GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจชุมชน

 ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI แล้ว 260 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท โดยสินค้าหลายชนิดสามารถสร้างชื่อเสียงและเพิ่มมูลค่าได้อย่างก้าวกระโดดผ่านการเล่าเรื่อง และการเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของพื้นที่

ตัวอย่างเช่น ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และส้มโอทับทิมสยาม ซึ่งได้รับการยอมรับในตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนที่ให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดสินค้าและคุณภาพ

 

ส้มโอทับทิมสยาม สินค้า GI

 

กรมตั้งเป้าหมายเพิ่มสินค้า GI ใหม่ปีละประมาณ 26 รายการ พร้อมนำระบบ Traceability ผ่าน QR Code มาใช้กับสินค้ามูลค่าสูง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

คดีละเมิดทรัพย์สินออนไลน์พุ่ง 286%

 ด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดตัวเลขสถิติว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีการจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 170 คดี ยึดของกลางได้กว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

 แม้จำนวนคดีรวมจะลดลงจากปีก่อน แต่การกระทำผิดผ่านช่องทางออนไลน์กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนคดีออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 286% สะท้อนถึงพฤติกรรมการค้าสินค้าละเมิดที่ย้ายเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น กรมฯ จึงเร่งร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่และสกัดกั้นการจำหน่ายสินค้าละเมิดในโลกออนไลน์

 อย่างไรก็ตามกรมฯ ยังเตรียมจัดงานนิทรรศการ “ของจริง-ของปลอม” ระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม 2569 ณ สยามพารากอน เพื่อให้ความรู้ประชาชนในการแยกแยะสินค้า โดยภายในงานวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จะเซ็น MOU กับ บก.ปอศ. และแพลตฟอร์ม Shopee เพื่อขยายผลการจับกุมรายใหญ่บนออนไลน์ด้วย 

 

การจับกุมานค้าละเมิดลิขสิทธิ์