thansettakij
thansettakij
'Welfare to Work" สวัสดิการจูงใจให้คนทำงาน จากการสงเคราะห์ สู่ลงทุนมนุษย์

'Welfare to Work" สวัสดิการจูงใจให้ทำงาน เปลี่ยนการสงเคราะห์ สู่การลงทุนมนุย์

“สวัสดิการไม่ใช่รายจ่าย แต่คืออนาคตชาติ!” ศ.ดร.พงษ์เทพ สันติกุล เปิดวิสัยทัศน์ปฏิรูปสวัสดิการทุกช่วงวัย ผ่าน Single Social Registry เปลี่ยนการสงเคราะห์เป็น "การลงทุนมนุษย์" พร้อมแนะโมเดล "Welfare to Work" หรือสวัสดิการที่จูงใจให้คนทำงาน

KEY

POINTS

  • เปลี่ยนแนวคิดสวัสดิการจากการเป็น "รายจ่ายเพื่อการสงเคราะห์" ไปสู่ "การลงทุนในทุนมนุษย์" เพื่อสร้างอนาคตของประเทศ
  • นำเสนอแนวคิด "Welfare to Work" ที่ใช้สวัสดิการเป็นแรงจูงใจให้คนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อสร้างรายได้ภาษีกลับคืนสู่รัฐ
  • ชี้ว่าเป้าหมายคือการสร้างระบบสวัสดิการที่สร้างความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชน จนยอมรับการจ่ายภาษีในฐานะการลงทุนร่วมกัน เหมือนในประเทศสวีเดน
  • เสนอให้ใช้ฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมกลาง (Single Social Registry) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลงทุนตั้งแต่เด็กปฐมวัยเพื่อวางรากฐานทักษะที่จำเป็น

ในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าที่กฎหมายและระบบราชการจะก้าวทัน ภายใต้แรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์" และการคืบคลานเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พร้อมจะแย่งชิงอาชีพเดิมของมนุษย์ไปในพริบตา

เวทีเปิดตัว “โครงการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการสังคมทุกช่วงวัย เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทยอยู่ดี หรือ Single Social Registry” จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างสังคมไทย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.พงษ์เทพ สันติกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดสวัสดิการสังคม เป็นผู้นำเสนอ "เข็มทิศ" ใหม่ที่ท้าทายมายด์เซ็ตเดิม ๆ ของสังคมไทยอย่างสิ้นเชิง

“สวัสดิการไม่ใช่รายจ่าย แต่มันคือการลงทุนในทุนมนุษย์”

นี่คือวาทะเด็ดที่เป็นหัวใจสำคัญของการบรรยายในครั้งนี้ ศ.ดร.พงษ์เทพ พยายามชี้ให้เห็นว่าสวัสดิการที่รัฐจ่ายไปนั้น หากวางทิศทางให้ถูกต้อง มันคือการสร้าง "ทุนมนุษย์" (Human Capital) เพื่ออนาคตของประเทศ

โดยระบุว่า "ระบบสวัสดิการสังคมของประเทศที่ผ่านมา เราไม่ได้มอง Outcome หรือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราจะทำกับใครคนใดคนหนึ่ง ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะไปเป็นอะไร" การทำงานแบบแยกส่วนต่างคนต่างทำ หรือ Silo ในระบบราชการ ทำให้โครงการสวัสดิการกว่า 116 โครงการของไทย มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางสูงถึง 72.41% แต่กลับขาดการบูรณาการเป้าหมายร่วมกัน

Single Social Registry: อาวุธดิจิทัลทำลายกำแพง "ต่างคนต่างทำ"

เพื่อแก้ปัญหาการทำงานที่กระจัดกระจาย ท่านเสนอการจัดทำ ฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมกลางของประเทศ (Single Social Registry) เพื่อให้การเข้าถึงสิทธิมีความแม่นยำ ทั่วถึง และไม่ตกหล่น โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปฏิรูประบบหลังบ้านเพื่อลดภาระงานเอกสารของเจ้าหน้าที่ เพื่อคืนตัวนักสังคมสงเคราะห์กลับสู่การลงพื้นที่ดูแลประชาชน 

ศ.ดร.พงษ์เทพ วิเคราะห์ ถึงปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่บริษัทอย่าง Samsung หรือ Suzuki ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามเนื่องจากต้นทุนแรงงานและเงื่อนไขทางสังคม รวมถึงภัยจาก AI ที่ทำให้ "คนจะตกงานอีกเยอะมาก บางหน้าที่ไม่ต้องใช้คนทำเลย" พร้อมตั้งคำถามถึงความมั่นคงในอาชีพที่เคยแน่นอนอย่างการบินไทยหรือสื่อสารมวลชนที่ปัจจุบันก็เผชิญกับการเลิกจ้าง สวัสดิการจึงต้องปรับตัวจากแค่การ "สงเคราะห์" ไปสู่การสร้าง "เกราะป้องกัน" ที่ยั่งยืน

“No life without responsibility – ไม่มีสิทธิ์ที่ปราศจากความรับผิดชอบ”

ดร.พงษ์เทพ ระบุว่า สวัสดิการยุคใหม่คือ "No life without responsibility ไม่มีความรับผิดชอบก็ไม่มีสิทธิ ทุกคนต้องทำงาน ทุกคนต้องมีส่วนร่วม" พร้อมนำเสนอแนวคิด "Welfare to Work" เพื่อให้สวัสดิการเป็นแรงจูงใจให้คนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานและสร้างภาษีกลับคืนสู่รัฐ

"เปรียบเทียบกับประเทศสวีเดนที่ประชาชนยอมเสียภาษีสูงเพราะเขาไม่กลัวตกงาน ไม่กลัวเจ็บป่วย ไม่กลัวเกษียณ เพราะรัฐบาลจะดูแลเขาตลอด ในขณะที่คนไทยยังต้องเก็บเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินเพราะระบบสวัสดิการยังสร้างความไว้วางใจไม่ได้เท่าที่ควร"

แนวคิด "Welfare to Work" หรือสวัสดิการที่จูงใจให้คนทำงาน เพราะรายได้หลักของสวัสดิการต้องมาจากภาษี แต่ต้องยอมรับว่าการเพิ่มภาษี เช่น VAT จาก 7% เป็น 10% เป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมือง แต่หากประชาชนเข้าใจว่าภาษีคือการซื้อความมั่นคงเหมือนในสวีเดน ที่ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการตกงานหรือเจ็บป่วยเพราะรัฐดูแลให้ทั้งหมด สังคมก็จะยอมรับการเสียภาษีในฐานะการลงทุนร่วมกันได้

ยุทธศาสตร์สร้างชาติ: เลิกปล่อยให้เด็กเลือกตามใจ แต่ต้อง "ปลูกฝัง"

อาจารย์พงษ์เทพ เสนอให้เริ่มลงทุนตั้งแต่วัยปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (CDC) โดยให้ความเห็นที่ท้าทายว่า "เราน่าจะเลิกใช้คำว่า ให้เด็กเลือกได้ตามความชอบ... ความชอบเนี่ยผมว่ามันพัฒนา มันปลูกฝังได้" และได้ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ Soft Power ผ่านซีรีส์และมังงะเพื่อปลูกฝังให้เด็กชอบกีฬาวอลเลย์บอลและฟุตบอลจนประสบความสำเร็จระดับโลก ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการแรงงานด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีขั้นสูง สวัสดิการปฐมวัยต้องถูกใช้วางรากฐานนี้ตั้งแต่วันแรก