
‘คมนาคม’ เลื่อนชงครม.รอบ 2 ดันสูตรค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ 17-45 บาท
คมนาคม เบรกรอบ 2 ชงครม. เสนอโมเดล ‘Single Ownership’ โอนรถไฟฟ้าทุกสายให้ รฟม. คุม รอหน่วยงานรัฐเคาะความเห็น ดันโครงสร้างราคาใหม่ 17- 45 บาทต่อเที่ยว ยันมาตรฐานเหล็กคมนาคมเน้นมาตรฐานเหล็กงานทาง จ่อตั้ง คกก. สอบสวนอุบัติเหตุระบบราง
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมเลื่อนการเสนอเรื่องสูตรค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ในอัตรา 17-45 บาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
- การเลื่อนเกิดจากการรอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันนโยบายตั๋วร่วมและการบริหารรถไฟฟ้าโดยผู้ประกอบการรายเดียว
- โครงสร้างค่าโดยสารใหม่นี้ตั้งเป้าหมายจะเริ่มใช้งานอย่างเต็มรูปแบบครอบคลุมทุกเส้นทางภายในปี 2570
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ 10 มิ.ย.69 ภายหลังกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอวาระเพื่อทราบเกี่ยวกับแนวทางการโอนสิทธิ์การบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายมาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) หรือแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) นำไปสู่การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าร่วมกัน รองรับนโยบายตั๋วร่วมนั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถนำเข้าพิจารณาได้
“เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตอบกลับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สรค.) โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในกำหนดการและสามารถดำเนินการได้ โดยกระทรวงฯ มุ่งหวังที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนคนกรุงเทพฯ อย่างสูงสุดให้แล้วเสร็จก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.อีกครั้ง” นายสิริพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ประเด็นสำคัญคือการผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนจ่ายค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ซึ่งในขณะนี้ รฟม. อยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขอให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) โอนสิทธิ์ ทรัพย์สิน และหนี้สินในการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งส่วนหลักและส่วนต่อขยาย รวมถึงสายสีทอง กลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของ รฟม. ซึ่งหากได้รับความร่วมมือจากทาง กทม. ในการบูรณาการระบบร่วมกัน จะช่วยให้การบริหารจัดการค่าโดยสารในภาพรวมมีประสิทธิภาพและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนได้ในอนาคต
สำหรับแนวทางการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าโมเดลใหม่ จากเดิมรัฐบาลได้กำหนดนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน มาเป็นการใช้สูตรโครงสร้างอัตราราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง โดยตั้งเป้าหมายจะเริ่มใช้จริงอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2570
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีข้อกังวลของสมาคมเหล็กเกี่ยวกับการใช้เหล็กที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Induction Furnace (IF) ในโครงสร้างพื้นฐานว่า มาตรฐานของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะกรมทางหลวง มีการกำหนดเกณฑ์ด้านวิศวกรรมไว้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกันเรื่องนี้มีการกำหนดมาตรฐานทั้งในเรื่องความสามารถในการรับกำลัง แรงยืด และแรงดึงตามหลักวิชาการ ซึ่งโดยปกติแล้วงานของกรมทางหลวงแทบจะไม่ได้ใช้เหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยี IF อยู่แล้ว เนื่องจากส่วนใหญ่เหล็กประเภทนี้จะถูกนำไปใช้ในงานก่อสร้างอาคารมากกว่า
สำหรับมาตรฐานของกระทรวงคมนาคมจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างทาง ซึ่งมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างจากการสร้างอาคารสูง อย่างไรก็ตาม ในทางวิศวกรรมการเลือกใช้เหล็กขึ้นอยู่กับการออกแบบ (Design) เช่น การใช้เหล็กกลมขนาด 15 มม. ทดแทนเหล็กข้ออ้อยขนาด 12 มม. ในส่วนที่รับน้ำหนักไม่มาก หรือการใช้ตะแกรงเหล็กสำเร็จรูป (Wire Mesh) ขนาด 5 มม. แทนเหล็กเส้นในงานถนน ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
อย่างไรก็ดีหากหน่วยงานอื่นต้องการนำมาตรฐานของกระทรวงไปประยุกต์ใช้กับงานอาคาร กระทรวงฯ ก็ยินดีให้คำปรึกษาทางวิชาการร่วมกับสภาวิศวกรเพื่อให้ครอบคลุมทุกด้าน
นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุในระบบราง โดยจะมีการออกเป็นประกาศกระทรวงเพื่อให้มีคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ (Specialists) ในแต่ละด้าน โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่สำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานกลางเพื่อใช้ในการวินิจฉัยเหตุการณ์ต่างๆ ลดการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก และวางบรรทัดฐานเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เหมาะสมและเป็นธรรมมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต
สำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานควบคู่ไปกับกรมการขนส่งทางราง โดยเน้นความปลอดภัยในภาพรวมของระบบรางทั้งหมด ส่วนในเรื่องของคดีความที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุในอดีต นายสิริพงศ์ระบุว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลที่จะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป ในขณะที่กระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลให้มีความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน







