
“สรรเพชญ”ถก TICTA วางโรดแมปยกระดับท่าเรือแหลมฉบัง มุ่งสู่มาตรฐานโลก
“สรรเพชญ”หารือสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) กางแผนเชิงรุก ยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสะท้อนต้นทุนจริง ขจัดอุปสรรคโลจิสติกส์ มุ่งสู่ท่าเรือมาตรฐานโลก
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมประชุมร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อวางแนวทางยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่มาตรฐานสากล
- มีการหารือประเด็นสำคัญ เช่น การเสนอปรับขึ้นค่าภาระท่าเรือให้สอดคล้องกับต้นทุน และการผลักดันแก้ไขกฎระเบียบเพื่อฟื้นฟูการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment)
- เร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 พร้อมวางมาตรการแก้ไขปัญหาจราจร และบริหารจัดการตู้สินค้าตกค้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาระบบท่าเทียบเรือและการคมนาคม ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนและกำหนดทิศทางการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชรถ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569
นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือแหลมฉบังถือเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ การประชุมร่วมกับภาคเอกชนในครั้งนี้ จึงเป็นการบูรณาการความร่วมมือเชิงรุก เพื่อผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มศักยภาพ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการหารือ คือ การปรับปรุงอัตราค่าภาระท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้เสนอปรับอัตราค่าภาระเฉลี่ยร้อยละ 16–29 ตามประเภทและขนาดของตู้สินค้า ครอบคลุมทั้งค่าภาระบรรทุกหรือขนถ่ายตู้สินค้า ค่าภาระการใช้ท่า ค่าภาระยกขนตู้สินค้า และค่าภาระฝากตู้สินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ การปรับอัตราดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กรอบเพดานสูงสุดตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2534
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางฟื้นฟูศักยภาพการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณตู้สินค้ารวมของท่าเรือจะขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 25% โดยสัดส่วนสินค้าถ่ายลำลดลงจาก 1.0% ในปี 2562 เหลือเพียง 0.7% ในปี 2568 สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดทางกฎหมายและขั้นตอนการอนุญาตที่ซับซ้อน ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของท่าเรือไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงอยู่ระหว่างผลักดันการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องจำนวน 17 ฉบับ โดยเร่งดำเนินการใน 6 ฉบับสำคัญเป็นลำดับแรก ผ่านแนวคิดการเปลี่ยนกระบวนการจากระบบ “ขออนุญาต” มาเป็นระบบ “แจ้งข้อมูล” เพื่อลดภาระด้านเอกสารและระยะเวลาการดำเนินงาน คาดว่าจะสามารถเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนกันยายน 2569
ในส่วนของการบริหารจัดการตู้สินค้าตกค้าง หรือ Long Stay ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสะสมอยู่ 1,248 ตู้ การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้วางแผนพัฒนาพื้นที่จัดเก็บตู้สินค้าเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ ใช้งบประมาณ 26 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับการหมุนเวียนตู้สินค้าตกค้างได้ประมาณ 1,000 TEU ต่อปี โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570
ด้านความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีความก้าวหน้าโดยรวมร้อยละ 68.89 โดยงานก่อสร้างทางทะเลในสัญญาส่วนที่ 1 คืบหน้าแล้วร้อยละ 95.57 ขณะที่งานก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภคในสัญญาส่วนที่ 2 มีความคืบหน้าร้อยละ 19.82 ส่วนงานระบบรถไฟและการจัดหาเครื่องจักรในสัญญาส่วนที่ 3 และ 4 อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในช่วงปลายปี 2570
ขณะเดียวกัน โครงการควบรวมการบริหารท่าเทียบเรือฝั่ง B ทั้งชุด B1-B2 และ B3-B4-B5 มีแผนเปิดคัดเลือกเอกชนผู้ร่วมลงทุนภายในปี 2570 และคาดว่าจะลงนามสัญญากับผู้ประกอบการรายใหม่ได้ในปี 2571 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการท่าเรือให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น
สำหรับการแก้ไขปัญหาการจราจรภายใน และรอบพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งปัจจุบันมีรถบรรทุกเข้าออกเฉลี่ยกว่า 22,000 คันต่อวันในช่วงเวลาหนาแน่น นายสรรเพชญ ได้มอบหมายให้ กทท. บริหารจัดการพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ ลดปัญหาการจอดรอสะสมบนเส้นทางสายหลัก พร้อมกำชับให้ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือรักษามาตรฐานการระบายรถผ่านจุด Sub Gate ไม่ต่ำกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO เป็นจุดรองรับตู้สินค้าขาออกเพื่อลดความแออัดภายในลานตู้สินค้าเอกชน
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจรบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งกรมศุลกากร กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ประกอบการท่าเรือ เพื่อดูแลการจราจรตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้บริหารจัดการ อาทิ ระบบ Truck Queue Booking และแนวคิด Smart Port เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และยกระดับการให้บริการในภาพรวม
นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมรับฟังและนำข้อเสนอของภาคเอกชนไปพิจารณาอย่างจริงจัง พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมโดยเร็ว โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับความปลอดภัย เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืนในอนาคต






