
'หลักนิติธรรมไทย' อันดับ 77 ของโลก อุปสรรคใหญ่สู่เป้าหมาย OECD
TIJ ชี้ “Rule of Law : หลักนิติธรรมไทย” อยู่อันดับ 77 ของโลก ทั้งที่คือรากฐานความมั่นคงเศรษฐกิจ ย้ำเป็นจุดยุทธศาสตร์พาไทยยกระดับสู่มาตรฐาน OECD ด้าน “ดร.กิตติพงษ์” ชูหลักนิติธรรมเป็น "Invisible Infrastructure" เร่งยกเครื่อง OS หวังปลดล็อกเศรษฐกิจ 1.35 แสนล้าน
KEY
POINTS
- ดัชนีหลักนิติธรรมของไทยอยู่ในอันดับที่ 77 ของโลก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD
- มีการเปรียบเทียบว่าหลักนิติธรรมเป็นเสมือน "ระบบปฏิบัติการ" (OS) ของประเทศที่ล้าสมัย ทำให้การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพและเป็นปัญหาใหญ่ของไทย
- ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมและกฎระเบียบที่ซับซ้อนสร้างต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ ซึ่งการปฏิรูปจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 1.35 แสนล้านบาท
- การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถูกมองว่าเป็น "กระบวนการปฏิรูป" เพื่อใช้มาตรฐานสากลเป็นเครื่องมือยกระดับประเทศในด้านการต่อต้านคอร์รัปชันและธรรมาภิบาล
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Rule of Law as Economic Infrastructure: Thailand's Path toward Competitiveness and OECD Readiness” ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มองเห็นได้ แต่คือการสร้าง “หลักนิติธรรม” ให้เข้มแข็งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด
หลักนิติธรรมคือ Operating System (OS) ของประเทศ
ดร.กิตติพงษ์ ได้เปรียบเทียบโครงสร้างของประเทศไทยกับสมาร์ทโฟน โดยระบุว่าเรามี “ฮาร์ดแวร์” คือโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหรือระบบขนส่ง และมี “แอปพลิเคชัน” คือตัวบทกฎหมายที่พยายามทำให้ทันสมัย แต่ปัญหาใหญ่ของไทยคือ “ระบบปฏิบัติการ” (OS) หรือหลักนิติธรรมและกระบวนการบังคับใช้กฎหมายนั้นล้าสมัย
"หาก OS ไม่ทำงานหรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ต่อให้ฮาร์ดแวร์หรือแอปพลิเคชันจะดีแค่ไหน ระบบทั้งหมดก็ไม่สามารถฟังก์ชันได้จริง"
พร้อมกับฉายอุปสรรคขนาดใหญ่ของของไทยสู่เป้าหมาย OECD ว่า ปัจจุบันดัชนีหลักนิติธรรมของไทยอยู่อันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศ และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามไล่ตามและอาจแซงหน้าในไม่ช้า หากไทยยังไม่เร่งปรับปรุงคุณภาพของระบบปฏิบัติตัวนี้
ปลดล็อกต้นทุนที่มองไม่เห็น 1.35 แสนล้านบาท ในมิติทางเศรษฐกิจ
ดร.กิตติพงษ์ ระบุว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ แต่เป็นการเติบโตที่ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และ Startup ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนมหาศาลจากกฎระเบียบที่ซับซ้อน, โดยประเทศไทยมีกฎหมายระดับรองมากกว่า 100,000 ฉบับ และมีระบบใบอนุญาตกว่า 3,000 ประเภท หากไทยสามารถปฏิรูปกฎระเบียบเหล่านี้ให้เข้าถึงง่ายและน่าเชื่อถือ จะสามารถช่วยลดต้นทุนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 135,000 ล้านบาท ซึ่งหลักนิติธรรมนี้เองคือ "Enabling Factor" หรือปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านอื่นๆ ประสบความสำเร็จ
OECD: เครื่องมือ “ยกเครื่อง” ประเทศไทยครั้งใหญ่
สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ดร.กิตติพงษ์ เน้นย้ำว่า ไม่ควรระบุเป้าหมายเพียงเพื่อการได้ “สถานะ” สมาชิกเท่านั้น แต่ให้มองว่าเป็น “กระบวนการปฏิรูป” (Journey) โดยใช้มาตรฐานสากลของ OECD เป็นเครื่องมือในการยกเครื่องระบบของประเทศ ทั้งในด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน (Anti-corruption) การปฏิรูปกฎระเบียบ (Regulatory Reform) และการสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ
ซึ่งประเด็น OECD นี้ถือเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่สำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันและไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง
ในช่วงท้าย ดร.กิตติพงษ์ เชื่อมั่นว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดระบบที่เอื้อให้ศักยภาพนั้นแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ การสร้างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง “ความหวัง” ให้กับคนรุ่นใหม่ ให้เขารู้สึกว่าอนาคตของประเทศเป็นของพวกเขาและมีความเป็นธรรมสำหรับทุกคน โดยถือว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่คนไทยจะร่วมกันยกระดับมาตรฐานประเทศสู่สากล
หลักนิติธรรม: ฟันเฟืองขับเคลื่อน GDP และความเชื่อมั่นการลงทุน
ด้าน ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ระบุว่าหลักนิติธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวบทกฎหมายหรือหน้าที่ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่เป็น "จุดยุทธศาสตร์" สำคัญในการพัฒนาประเทศ จากรายงานระดับโลกพบข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า ประเทศที่มีหลักนิติธรรมเข้มแข็งมักจะมีผลประกอบการทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า โดยมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับระดับ GDP ของประเทศนั้นๆ
ทั้งนี้ การเข้าถึงความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในสถาบันกฎหมายมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนและการดำเนินธุรกิจ หากระบบยุติธรรมมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ จะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก
3 เสาหลัก: ประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม
ในมุมมองของ TIJ หลักนิติธรรมจะเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ แต่ต้องเชื่อมโยงกับคุณค่าสำคัญอีก 2 ประการ คือ ประชาธิปไตย ซึ่งสร้างความชอบธรรมและการมีส่วนร่วมของประชาชน และ ธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ทำให้การใช้อำนาจรัฐมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีคุณภาพ โดยทั้ง 3 สิ่งนี้จะทำหน้าที่เสริมซึ่งกันและกันเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
มุ่งสู่ People-Centered Justice และสังคมแห่งหลักนิติธรรม
ดร.พิเศษ ได้นำเสนอแนวคิด “ความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” (People-Centered Justice) โดยมุ่งหวังให้สถาบันในกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง ผ่านการสร้าง “สังคมแห่งหลักนิติธรรม” (Rule of Law Society) ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และการมีเป้าหมายร่วมกันของคนในชาติ ซึ่ง TIJ ได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายคนทำงานและพื้นที่ปลอดภัยเพื่อแสวงหาทางออกให้กับโจทย์ที่ยากของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง
“หลักนิติธรรมเป็นโจทย์ใหญ่และโจทย์ยากที่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” ดร.พิเศษ กล่าวสรุป “ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีการลงทุนทางความคิดและมีเครือข่ายที่พร้อมจะร่วมกันเปลี่ยนอุปสรรคเชิงโครงสร้างให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป”







