
ร้านอาหารเช็กด่วน 5 เรื่อง ก่อนเลือก ร่วม Food Delivery โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
ร้านอาหารเตรียมตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มเดลิเวอรีร่วม “ไทยช่วยไทยพลัส” เปิด 5 เรื่องสำคัญที่ต้องเช็ก ก่อนเลือกค่าย หวังโกยยอดขายช่วงมาตรการรัฐ
KEY
POINTS
- การเลือกแพลตฟอร์มควรพิจารณาจากฐานลูกค้าคนไทยและความคุ้นเคยของผู้ใช้งาน เพื่อสร้างยอดขายได้จริง ไม่ใช่ดูแค่ค่า GP ที่ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว
- ควรประเมินประสบการณ์ของแพลตฟอร์มในการรองรับโครงการรัฐขนาดใหญ่ และความเสถียรของระบบ เพื่อลดความเสี่ยงออเดอร์ตกหล่นหรือระบบล่มในช่วงที่มีผู้ใช้หนาแน่น
- ร้านอาหารไม่สามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มได้ระหว่างโครงการ จึงต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เตรียมเปิดให้ร้านอาหารลงทะเบียนเข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ก่อนเริ่มให้ประชาชนใช้สิทธิ์สั่งอาหารได้จริงในวันที่ 15 มิถุนายน 2569
แม้ขั้นตอนสมัครของหลายร้านจะไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่เคยร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” มาก่อนผ่านแอป “ถุงเงิน” แต่สิ่งที่กลายเป็นโจทย์สำคัญในรอบนี้ คือ การเลือกแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่จะใช้เข้าร่วมโครงการ
เพราะเมื่อร้านตัดสินใจเลือกแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มระหว่างโครงการได้ ทำให้หลายร้านเริ่มเปรียบเทียบทั้งเรื่อง GP โปรโมชั่น และเงื่อนไขสนับสนุนจากแต่ละค่าย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจกำลังโฟกัสกับ “ค่า GP ต่ำ” มากเกินไป จนมองข้ามปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดขายจริง
นี่คือ 5 เรื่องสำคัญที่ร้านอาหารควรเช็กให้ครบ ก่อนตัดสินใจเลือก Food Delivery เข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส”
1. แอปไหนมีฐานลูกค้าคนไทยมากกว่า
แม้บางแพลตฟอร์มจะเสนอ GP ต่ำหรือให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แต่หากฐานผู้ใช้งานหลักไม่ใช่กลุ่มคนไทยที่ใช้สิทธิ์โครงการ ก็อาจไม่ช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านมากนัก
ร้านอาหารจึงควรมองให้ลึกกว่าเรื่องต้นทุน แล้วประเมินว่าแพลตฟอร์มใดมีโอกาสพาลูกค้าเข้าร้านได้จริง
2. ลูกค้าเดิมคุ้นกับแพลตฟอร์มไหน
จากพฤติกรรมในโครงการรัฐก่อนหน้า พบว่าผู้บริโภคจำนวนมากมักใช้งานแอปเดิมที่ตัวเองคุ้นเคย
หากเคยสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มใดในช่วง “คนละครึ่ง” ก็มีแนวโน้มจะกลับไปใช้แอปเดิมอีกครั้ง เพราะไม่ต้องเรียนรู้ระบบใหม่ และใช้งานได้ต่อเนื่องทันที
จุดนี้ทำให้แพลตฟอร์มที่มีฐานลูกค้าเดิมจากโครงการรัฐ อาจได้เปรียบเรื่องทราฟฟิกและยอดสั่งซื้อ
3. เคยผ่านโครงการรัฐมาแค่ไหน
อีกปัจจัยที่ร้านอาหารไม่ควรมองข้าม คือ ประสบการณ์ของแพลตฟอร์มในการรองรับโครงการขนาดใหญ่
ที่ผ่านมา บางแอปเคยเผชิญปัญหาทั้งระบบหลังบ้าน การยืนยันสิทธิ์ หรือออเดอร์ตกหล่นในช่วงเปิดใช้งานวันแรก ส่งผลให้หลายร้านเสียโอกาสทางรายได้
แพลตฟอร์มที่มีประสบการณ์มากกว่า จึงอาจรับมือกับปริมาณการใช้งานจำนวนมากได้ดีกว่า
4. ระบบเสถียรแค่ไหนในช่วงพีก
ช่วงเริ่มโครงการมักเป็นเวลาที่ผู้ใช้งานจำนวนมากแห่เข้าระบบพร้อมกัน หากแอปล่ม ระบบค้าง หรือออเดอร์ไม่เข้า ร้านค้าก็อาจเสียยอดขายทันที
แม้ GP จะต่างกันเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่หากระบบไม่พร้อม ความเสียหายจากยอดขายที่หายไปอาจมากกว่าต้นทุนที่ประหยัดได้
5. ทีมซัพพอร์ตช่วยแก้ปัญหาเร็วหรือไม่
เวลาร้านเจอปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเงินไม่เข้า ออเดอร์ผิดพลาด หรือกรณีต้องเคลม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าถึงทีมช่วยเหลือได้รวดเร็ว
แพลตฟอร์มที่มีระบบซัพพอร์ตชัดเจน ติดต่อได้ง่าย และแก้ปัญหาได้ไว จะช่วยลดผลกระทบต่อร้านค้าได้มาก โดยเฉพาะช่วงที่ออเดอร์หนาแน่น
ท้ายที่สุด การเลือก Food Delivery เพื่อเข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจไม่ใช่การแข่งขันว่าใครคิด GP ต่ำที่สุด แต่เป็นเรื่องของแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างยอดขายให้ร้านได้จริง
เพราะในธุรกิจเดลิเวอรี ส่วนต่าง GP อาจวัดกันเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่โอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและปริมาณออเดอร์ อาจสร้างรายได้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ







