thansettakij
thansettakij
AMATA เร่งเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ รับความต้องการเทคโนโลยี-ดาต้าเซ็นเตอร์

AMATA เร่งเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ รับความต้องการเทคโนโลยี-ดาต้าเซ็นเตอร์

21 พ.ค. 69 | 08:22 น.
อัปเดตล่าสุด :21 พ.ค. 69 | 08:22 น.

AMATA เร่งสร้างเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ รับดีมานด์เทคโนโลยี-ดาต้าเซ็นเตอร์ เผย กำไรไตรมาส 1/69 โต 67% รับแรงหนุนย้ายฐานลงทุน-เม็ดเงิน FDI ไหลเข้า ปักหมุด Industrial City

KEY

POINTS

  • อมตะมุ่งยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ "เมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ" (Industrial City) เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • การพัฒนาเน้นตอบสนองความต้องการลงทุนที่สูงขึ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานสะอาด ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการย้ายฐานการผลิต
  • ตั้งเป้าหมายสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นกลางภายในปี 2583 โดยลงทุนในพลังงานสะอาดและโซลูชันอัจฉริยะเพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจระยะยาวว่า จะมุีงยกระดับสู่ Industrial City ควบคู่ยุทธศาสตร์ความยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตสู่ระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร ทั้งด้านสาธารณูปโภค พลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และบริการสนับสนุนธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ให้ความสำคัญทั้งประสิทธิภาพการดำเนินงานและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม 

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าผลักดันเมืองอุตสาหกรรมคาร์บอนเป็นกลางภายในปี 2583 ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การใช้พลังงานสะอาด การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 

และการนำโซลูชันอัจฉริยะมาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่นิคมฯ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ไตรมาสแรกกำไร 1.3 พันล้าน

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น  3,996 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันจากปีก่อน เนื่องจากได้รับปัจจัยบวก การย้ายฐานการลงทุน จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA

 

ส่งผลให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้จากการโอนที่ดินเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่  306 ไร่ จาก 279 ไร่ ส่งผลให้บริษัทรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งสิ้น 2,486 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 30% สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและแนวโน้มของการฟื้นตัวด้านการลงทุนของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

กำไรขั้นต้นธุรกิจหลัก 47%

นอกจากนี้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจหลักยังปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 47% จาก 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีนโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในและต่างประเทศ ให้สอดรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ปัจจุบันกระแสการลงทุนยังมีความต้องการซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับสูง 

โดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานสะอาด ที่มีความสนใจในการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่ยอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่า 19,704 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ที่แข็งแกร่งและรองรับการเติบโตในระยะถัดไป  ทั้งนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ โครงสร้างทางการเงิน เพื่อรักษาอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.25 เท่า

บริการสาธารณูปโภครายได้ 1.2 พันล้าน

ขณะเดียวกันในด้านการให้บริการสาธารณูปโภค ยังเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้ทั้งสิ้น 1,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากการขยายตัวของความต้องการใช้บริการระบบสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศ ส่วนธุรกิจโรงงานสำเร็จรูปให้เช่า (RBF) มีรายได้ 258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% และยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูง โดยปัจจุบันมีพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปรวม 469,890 ตารางเมตร 

อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าอยู่ที่ 152 ล้านบาท ลดลง 34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในไตรมาสนี้จากกลุ่มธุรกิจไฟฟ้า และจากธุรกิจจำหน่ายก๊าซธรรมชาติปรับลดลง

ตลาดนิคมฯได้แนงหนุนจาก FDI

ด้านนายยาซูโอะ ซึซึอิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดนิคมอุตสาหกรรมในปี 2569 ยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยและเวียดนามที่ยังเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานสะอาด

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) รายงานว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีมูลค่าการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 1.01 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกลุ่มดิจิทัลมีมูลค่าสูงสุดกว่า 8.7 แสนล้านบาท สะท้อนความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและ AI ที่เติบโตต่อเนื่อง

“แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแรงกดดันด้านการค้า แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และศักยภาพในการรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ยังเห็นความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้าจากจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และยุโรป”

อย่างไรก็ดี บริษัทยังมุ่งขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตสูง ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัทย่อย อมตะซิตี้ ฟู้เถาะ (Amata City Phu Tho Joint Stock Company) เพื่อพัฒนาโครงการในเวียดนามด้วยทุนจดทะเบียนราว 23.86 ล้านบาท รวมถึงร่วมลงทุนธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ฮาลอง  และอมตะซิตี้ ฮาลอง เพื่อรองรับแนวโน้มอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาด