
ส.อ.ท.เตือน 7 อุตสาหกรรมเสี่ยงกระทบหนัก วิกฤตตะวันออกกลางลามทะเลแดง
ส.อ.ท.เตือนวิกฤตตะวันออกกลางฉุดต้นทุนอุตสาหกรรมไทย เสี่ยงน้ำมันทะลุ 100 เหรียญ หวั่นเงินเฟ้อไทยพุ่งเกิน 3% พร้อมเผย 7 อุตสาหกรรมกระทบหนัก หากเส้นทางทะเลแดงสะดุด
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. แสดงความกังวลว่าวิกฤตตะวันออกกลางที่อาจกระทบเส้นทางเดินเรือทะเลแดง จะส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบสูงขึ้น
- อุตสาหกรรม 7 กลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าและส่งออกมีความเสี่ยงสูง เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และปิโตรเคมี
- สถานการณ์ดังกล่าวอาจผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นและส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับตัวสูงขึ้น กระทบทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อหลังจากการเจรจาสันติภาพยังไม่ได้ข้อสรุป สร้างความกังวลต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาวัตถุดิบสำคัญ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในปีนี้
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลายไปถึงการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง จะทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลางมีต้นทุนสูงขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจกดดันให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นไปอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศโดยตรง ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
โดยคาดว่าในเดือนพฤษภาคมนี้อาจเพิ่มขึ้นเกิน 3% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและราคาสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบสต๊อกใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค
สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวิกฤตพลังงานเท่านั้น แต่จะซ้อนทับกับปัญหาอื่นที่ภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญอยู่แล้ว ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกจำกัด
ขณะที่ล่าสุดไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มในเรื่องความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมิรกา (USTR) เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรการ 301 ในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ภาคอุตสาหกรรมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ผู้ประกอบการไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป โดยสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ ผ่านการวางแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า การรักษาสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ
ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ทั้งการปรับปรุงเครื่องจักร การบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน และการใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อลดภาระต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
รวมถึงควรมีการกระจายแหล่งนำเข้าและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองเพิ่มเติม โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนและความผันผวนของราคาในช่วงนี้







