
ส.อ.ท.ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดัน GDP SMEs โต 35-40% หากเดินมาตรการครบวงจร
ส.อ.ท.หนุนไทยช่วยไทยพลัส มองเพิ่มกำลังซื้อ-ยกระดับขีดแข่งขัน SMEs เชื่อดัน GDP เอสเอ็มอีโต 35-40% หากเดินมาตรการครบวงจร พร้อมเสนอรัฐบาลเร่ง Automation-AI ลดต้นทุน
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. ประเมินว่าโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" หากดำเนินมาตรการได้ครบวงจร จะสามารถกระตุ้น GDP ของ SMEs ให้เติบโตได้ 35-40%
- มาตรการสำคัญในโครงการมุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (MiT Plus) การช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุน (SMEs พลัส+) และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ
- โครงการนี้จะช่วยผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญปัญหาต้นทุนสูง ขาดสภาพคล่อง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า
- ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างอย่างเข้มข้น และสนับสนุนการลงทุนด้าน Automation และ AI อย่างเป็นรูปธรรม
นายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต ประธานสถาบันเศรษฐกิจ และการลงทุนไทย-จีน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษบกิจ” ถึงมุมมองต่อโครงการไทยช่วยไทย พลัสกับเศรษฐกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ว่า โครงการดังกล่าวมีแนวคิดที่ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การเพิ่มการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาทักษะ และการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs
ซึ่งหากดำเนินการได้จริงและเชื่อมโยงกันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยอาจจะกระตุ้นให้จีดีพี (GDP) ของ SMEs โตขึ้นได้ถึง 35-40% ได้ หากมีแนวปฏิบัติแต่ละมาตรการเป็นอย่างดี
สำหรับ SMEs ภาคการผลิต มองว่าโครงการดังกล่าวนี้มีศักยภาพช่วยกระตุ้นได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ขาดสภาพคล่อง ขาดแรงงานทักษะ และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า
MiT Plus เพิ่มโอกาสทางการตลาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการ Made in Thailand Plus (MiT Plus) สำหรับ SMEs ภาคการผลิต จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทยสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีงบประมาณในแต่ละปีจำนวนมาก โดยที่ผ่านมาการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐต่อ SMEs อยู่ที่ประมาณ 720,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43% ของมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด หากมาตรการสนับสนุน MiT Plus ประสบความสำเร็จ ตัวเลขการจัดซื้อจัดจ้างของ SMEs อาจสูงขึ้นอย่างน้อย 45-50% รวมถึงจะช่วยสนับสนุน Local Supply Chain มีแนวโน้มจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการจากผู้ประกอบการไทยมากขึ้น
นอกจากนั้น ยังมองว่ามาตรการอื่นๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อ SMEs ได้แก่ มาตรการ SMEs พลัส+ เข้าถึงทุนและค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องสำหรับการลงทุนเครื่องจักร เทคโนโลยี และขยายกำลังการผลิตลดข้อจำกัดของ SMEs ที่มีหลักประกันไม่เพียงพอ เป็นมาตรการที่ส่งผลได้เร็วและตรงจุดที่สุดต่อภาคการผลิต
มาตรการ AI พลัส+ ช่วยเพิ่ม Productivity ลดต้นทุนแรงงาน ลดความผิดพลาดในการผลิต สนับสนุนการวางแผนการผลิต การบริหารสต๊อก และการควบคุมคุณภาพเหมาะกับการยกระดับโรงงานสู่ Smart Manufacturing
มาตรการ Trade พลัส+ ช่วยขยายตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศเพิ่มโอกาสส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศช่วยสร้างรายได้และคำสั่งซื้อใหม่ให้โรงงาน
ข้อเสนอถึงภาครัฐ
สำหรับข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล ประกอบด้วย
- บังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุนทั้ง SME และสินค้า Made in Thailand ให้เป็นไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น
- สนับสนุนการลงทุน Automation และ AI อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การจัด Voucher หรือ Matching Fund สำหรับการติดตั้งระบบ Automation, Robot และ AI รวมถึงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 50–70% ของค่าใช้จ่ายสำหรับ SME
- ส่งเสริมการลดต้นทุนพลังงาน อาทิ ขยายมาตรการ Solar Rooftop ภาคอุตสาหกรรม, การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุนด้านพลังงาน และการสนับสนุนระบบบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน
- สร้างตลาดควบคู่กับการให้ทุน อาทิ เชื่อมโยง SME เข้าสู่ Supply Chain ของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ เพิ่มกิจกรรม Business Matching และส่งเสริมการส่งออกอย่างต่อเนื่อง
- จัดตั้งศูนย์วินิจฉัย SME Health Check ตรวจวิเคราะห์ด้านการเงิน การผลิต พลังงาน ดิจิทัล และการตลาดพร้อมเชื่อมต่อมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม
“สำหรับ SME ภาคการผลิต มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ถือเป็นทิศทางที่ดี เพราะครอบคลุมทั้งเรื่องทุน การลงทุน AI การขยายตลาด และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรการได้ง่าย ลดขั้นตอน และมีการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การลดต้นทุนพลังงาน และการขยายตลาดควบคู่กัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและการเติบโตของ SME ภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”







