thansettakij
thansettakij
‘สีหศักดิ์’ ยันไทยพร้อมรับมือ UNCLOS มองกัมพูชาเร่งรีบ สวนทางฟื้นสัมพันธ์

‘สีหศักดิ์’ ยันไทยพร้อมรับมือ UNCLOS มองกัมพูชาเร่งรีบ สวนทางฟื้นสัมพันธ์

03 มิ.ย. 69 | 11:45 น.
อัปเดตล่าสุด :03 มิ.ย. 69 | 11:55 น.

‘สีหศักดิ์’ ยันไทยพร้อมรับมือ UNCLOS เต็มที่ ย้ำคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ มองกัมพูชาเร่งรีบ สวนทางฟื้นสัมพันธ์ทวิภาคี

KEY

POINTS

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ยืนยันว่าไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่กัมพูชายื่นเรื่อง
  • ไทยมองว่าการดำเนินการของกัมพูชาเป็นการเร่งรีบและสวนทางกับความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งอาจทำให้การเจรจาในกรอบความร่วมมือต่างๆ หยุดชะงัก
  • ฝ่ายไทยต้องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2544 และเริ่มต้นการเจรจาในรูปแบบใหม่ โดยเชื่อว่าการหารือโดยตรงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
  • ผลของกระบวนการประนอมฯ ตามกรอบ UNCLOS เป็นเพียงรายงานข้อเสนอแนะที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังคงต้องเจรจาหาข้อยุติร่วมกันต่อไป

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผ่านเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ถึงกรณีที่กัมพูชาแจ้งใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS) เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นพื้นที่ทางทะเลระหว่างสองประเทศ

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ฝ่ายไทยได้แจ้งต่อกัมพูชามาโดยตลอดว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ.2544 (MOU 2544) มีความจำเป็น เนื่องจากบันทึกความเข้าใจดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน และไทยมีความประสงค์จะเริ่มต้นกระบวนการหารือรูปแบบใหม่ที่ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดและประเด็นค้างคาจากการเจรจาในอดีต

ทั้งนี้ ไทยต้องการให้การหารือในอนาคตตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของ UNCLOS ซึ่งปัจจุบันทั้งไทยและกัมพูชาต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาดังกล่าวแล้ว

มุ่งหาแนวทางสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ไทยมุ่งแสวงหาแนวทางที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ โดยเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการบรรลุข้อยุติที่สร้างสรรค์และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ท่าทีกัมพูชา สวนทางฟื้นฟูสัมพันธ์ทวิภาคี

อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่าการตัดสินใจของกัมพูชาที่เร่งเดินหน้ากระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ในเวลานี้ เป็นการดำเนินการที่สวนทางกับท่าทีที่กัมพูชาเคยเรียกร้องมาโดยตลอดเกี่ยวกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการกลับมาเจรจาในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

“ฝ่ายกัมพูชาควรคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนการต่าง ๆ ที่เคยเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง” นายสีหศักดิ์กล่าว

พร้อมเดินหน้าตามกรอบ UNCLOS ทุกขั้นตอน

สำหรับการดำเนินการภายใต้กรอบ UNCLOS นั้น นายสีหศักดิ์ยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดำเนินการทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ

ในระยะต่อไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดหารือกับทีมที่ปรึกษากฎหมายของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม (Conciliators) รวมถึงกำหนดท่าทีและแนวทางการดำเนินงานของฝ่ายไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มีการประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว

นายสีหศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในกลไกระงับข้อพิพาทที่กำหนดไว้ภายใต้ UNCLOS โดยผลลัพธ์ของกระบวนการดังกล่าวจะออกมาในรูปของรายงานข้อเสนอแนะ (Recommendations) จากคณะผู้ประนอม เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ทั้งสองประเทศนำไปเจรจาหาข้อยุติร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม รายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และไม่ได้ถือเป็นคำตัดสินที่คู่กรณีต้องปฏิบัติตาม ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายยังจำเป็นต้องดำเนินการหารือโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้

มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ไทยเต็มที่

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า รัฐบาลไทยมีความพร้อมในการดำเนินการทุกด้านที่เกี่ยวข้อง และมั่นใจว่าสามารถปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ไทยยังปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบกโดยสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่าไทยได้ปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด

ถ้อยแถลงร่วมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียด การรักษาสันติภาพและความมั่นคงบริเวณชายแดน ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง