
"สีหศักดิ์" กางจุดยืนไทยศึกตะวันออกกลาง ชี้กัมพูชาไม่จริงใจ พร้อมทบทวน MOU 43
รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ กางแผนทูตเชิงรุก ย้ำจุดยืนไทยไม่เลือกข้างสงครามตะวันออกกลาง เน้นผลประโยชน์ชาติและความปลอดภัยคนไทยเป็นที่ตั้ง พร้อมเปิดใจปมกัมพูชายังขาดความจริงใจ จี้เลิกสร้างสถานการณ์กดดันบนเวทีโลก หวังฟื้นสัมพันธ์หน้าใหม่ที่ต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย
KEY
POINTS
- นายสีหศักดิ์ชี้แจงจุดยืนของไทยต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่าต้องมีความพอดี ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่สนับสนุนสงคราม และเฝ้าระวังสถานการณ์เพื่อดูแลคนไทย
- ความสัมพันธ์กับกัมพูชายังขาดความจริงใจ โดยฝ่ายกัมพูชาพยายามสร้างความได้เปรียบและกดดันไทยในการเจรจา
- เสนอให้มีการทบทวนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความกังวลของประชาชน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงวิสัยทัศน์ในงานพบปะสื่อมวลชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสถียรภาพรัฐบาลที่จะส่งผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศ ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและรอยร้าวในความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
กางจุดยืนสงครามตะวันออกกลาง“ไม่มากไป ไม่น้อยไป แต่ต้องพอดี”
ต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นายสีหศักดิ์ระบุว่าไทยมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่า “เรามอนิเตอร์แบบวันต่อวัน 24 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นความรวดเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญ”พร้อมทั้งมีการจัดตั้ง War Room ตั้งแต่วันแรกที่เกิดวิกฤตเพื่อติดตามสถานการณ์และเร่งช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อันตราย
สำหรับท่าทีของประเทศไทย นายสีหศักดิ์ได้เน้นย้ำความชัดเจนว่าไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและไม่สนับสนุนสงคราม โดยกล่าวว่า“เราต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน เราต้องรู้ว่าสถานะของเราอยู่ตรงไหน เราต้องไม่เยอะเกินไป เราก็ต้องไม่น้อยเกินไป เราต้องพอดีพอดีสิ่งที่ผมแถลงตลอดเวลาก็ชัดเจน เราไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ ไม่ควรจะเกิดแต่แรก”
ทั้งนี้ ไทยยังคงระมัดระวังในการร่วมประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของคนไทยเป็นสำคัญ โดยยึดหลักว่าไทยไม่ใช่คู่กรณี
ความสัมพันธ์กัมพูชา: “ความสัมพันธ์หน้าใหม่ที่ยังขาดความจริงใจ”
ในประเด็นความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายสีหศักดิ์ยอมรับว่าเป็นความท้าทายที่ต้องการการปรับจูนความเข้าใจ แม้ไทยจะพยายาม “เปิดหน้าใหม่” (Turn a new page)แต่ดูเหมือนฝ่ายกัมพูชายังไม่มีท่าทีที่สอดคล้องกัน “ผมยังไม่เห็นความพยายามอย่างจริงใจ (Earnest effort) จากฝั่งเขาในตอนนี้ ผมเห็นว่าเขายังคงพยายามแสวงหาความได้เปรียบฝ่ายเดียว พยายามกดดันไทยในการเจรจา”
นายสีหศักดิ์ยังยกตัวอย่างกรณีการประชุม JBC ที่กัมพูชาประกาศกำหนดวันประชุมฝ่ายเดียวโดยไม่ปรึกษาไทยว่า “อยู่ดีๆ กัมพูชาเสนอวันมาเลย 17-25 และก็ออกข่าว อันนี้คืออะไร อันนี้คือการกดดันประเทศไทยให้เห็นว่าเขาอยากจะเจรจาแต่ไทยไม่เจรจา” พร้อมตอกย้ำว่าความสัมพันธ์จะคืบหน้าได้ต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การพยายามสร้างความได้เปรียบในทุกเวที
สำหรับประเด็น MOU 43 นายสีหศักดิ์ให้ความเห็นว่าอาจต้องมีการทบทวนเพื่อให้เกิดความชัดเจนและลดข้อกังวลของประชาชน แต่ย้ำว่าแม้ไม่มี MOU ไทยก็สามารถทำความตกลงเขตแดนทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ดังเช่นกรณีของมาเลเซีย
ชู 3 กลยุทธ์การทูตยุคใหม่: Coherence, Communication, Co-operation
นายสีหศักดิ์ได้เสนอแนวทางการทำงานที่ต้องบูรณาการร่วมกันเป็น “Team Thailand” โดยมีเสาหลักสำคัญคือ
- Diplomacy of Coherence: สร้างเอกภาพในเชิงนโยบายระหว่างกระทรวงต่างๆ เช่น กห. และ กต. ต้องมีทิศทางเดียวกันในประเด็นความมั่นคงชายแดน
- Diplomacy of Communication: เน้นการสื่อสารโดยตรงและโปร่งใสกับประชาชนเพื่อต่อสู้กับข่าวปลอม (Fake News) และ IO ที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบาย
- Economic Diplomacy:การทูตเศรษฐกิจที่มุ่งหาตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา และกลุ่มประเทศ GCC รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Science Diplomacy) มาขับเคลื่อน
“การต่างประเทศต้องโยงกับประชาชน ประชาชนต้องรู้สึกว่าการต่างประเทศมันหมายความว่ายังไง มันทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นยังไง”นายสีหศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินนโยบายในครั้งนี้







