
วิกฤตเหล็กไทยหนัก ใช้กำลังผลิตเหลือ 27.9% เร่งอัดมาตรการฟื้นอุตฯ
สมาคมเหล็กชง 8 มาตรการใหญ่ สู้เหล็กนำเข้ากู้อุตสาหกรรมไทย หลังกำลังผลิตลดเหลือแค่ 27.9% เหล็กนำเข้ากดดันหนัก วราวุธดันปฏิรูปอุตฯ เหล็ก เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาด
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญวิกฤตหนัก มีการใช้กำลังการผลิตเหลือเพียง 27.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมาก เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าเหล็กปริมาณสูง
- กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการเหล็กได้ยื่นข้อเสนอ 3 มาตรการหลักเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรม ได้แก่ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้เหล็กในประเทศ และการมุ่งสู่อุตสาหกรรมเหล็กสีเขียว (Green Steel)
- กระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มดำเนินการตามข้อเสนอ โดยลงนามในประกาศห้ามตั้งและขยายกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน และสนับสนุนมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศเพื่อผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ
นายนาวา จันทนสุรคน นายกกิติมศักดิ์สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย ตัวแทนกลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวง ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาพึ่งพาการนำเข้าเหล็กสูง โดยไทยมีความต้องการใช้เหล็กประมาณ 16.5 - 18 ล้านตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กนำเข้า
โดยเป็นการใช้สินค้าเหล็กที่ ผลิตภายในประเทศ เพียง 6.5 - 7 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทย ถดถอยลงเรื่อยมา จนเหลือเพียง 27.9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 75%
ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 3 มาตรการหลัก รวม 8 มาตรการย่อย ประกอบด้วย
มาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก ได้แก่
- มาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าที่มีปัญหา Overcapacity เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กกล้าไร้สนิม โดยอนุญาตเฉพาะการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโดยไม่เพิ่มกำลังการผลิต
- การควบคุมโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเตาหลอมเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace (IF) ต้องผ่านการพิสูจน์เทคโนโลยีและกระบวนการควบคุมคุณภาพ และความบริสุทธิ์ของเหล็กต่อคณะกรรมการวิชาการของ สมอ. เพื่อป้องกันปัญหาเหล็กไม่ได้มาตรฐานกลับเข้าสู่ตลาด
ซึ่ง รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงว่า ได้ลงนามในร่างประกาศมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ
นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า กระทรวงอุตฯตระหนักถึงข้อกังวลด้านคุณภาพของการผลิตเหล็กด้วยระบบ IF และมีนโยบายชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของโรงงานเหล็ก ระบบ IF ไปสู่ระบบเตาหลอมอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) โดยจะพิจารณากำหนดแนวทางและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัด การใช้เหล็กจากระบบ IF ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน (Application) ของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม
มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าและเหล็กในประเทศ ได้แก่
- การควบคุมสินค้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรฐานและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย
- การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใช้สินค้าและเหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้นโยบาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและการจ้างงาน
- การสนับสนุน มาตรการทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard: SG) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงทางการค้า (Anti-Circumvention: AC) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม
มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อมุ่งสู่การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Steel ได้แก่
- ฉลากสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 - 5 Plus เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
- การสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำ
- การสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดการและรีไซเคิลซากยานยนต์ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเพิ่มวัตถุดิบรีไซเคิลภายในประเทศ
ในประเด็นดังกล่าว รมว.อุตสาหกรรม ได้ระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับกรอบเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Net Zero ของประเทศไทย จากเดิมปี ค.ศ. 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 พร้อมขอให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเร่งพิจารณาแนวทางการปรับตัว การลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์แล้วเห็นชอบในหลักการตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel) ซึ่งเศษเหล็กถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของกระบวนการผลิตเหล็กยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวนโยบาย Green Industry และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว







