
รัฐบาลปลื้ม“ไทยช่วยไทยพลัส”หลังลงทะเบียน 5 ชั่วโมง เหลือเพียง 8 ล้านสิทธิ์
“รมต.ภราดร ปริศนานันทกุล” ขอประชาชนอย่ากังวล แม้ยอดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” พุ่งเร็ว เหลือสิทธิ์เพียง 8 ล้านราย ย้ำผู้ที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสิทธิ์ 3 วัน ระบบกันสิทธิ์ไว้แล้ว
KEY
POINTS
- โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยหลังเปิดลงทะเบียนเพียง 5 ชั่วโมง เหลือสิทธิ์เพียงประมาณ 8 ล้านสิทธิ์
- ในช่วง 25 นาทีแรกของการเปิดระบบ มีผู้ได้รับสิทธิ์แล้วกว่า 10 ล้านราย สะท้อนถึงการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากประชาชน
- การลงทะเบียนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ใช้สิทธิ์เดิมที่สามารถรับสิทธิ์ได้ทันที และกลุ่มผู้สมัครใหม่ที่ต้องรอการตรวจสอบข้อมูล โดยรัฐบาลยืนยันว่าได้กันสิทธิ์ไว้ให้แล้ว
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วันแรก ว่า ผู้ลงทะเบียนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เคยใช้สิทธิ์เดิม ซึ่งสามารถยืนยันตัวตนและรับสิทธิ์ได้ทันที และกลุ่มผู้สมัครใหม่ที่ต้องรอการตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยใช้เวลาประมาณ 3 วัน หรืออาจเร็วกว่านั้น
ทั้งนี้ นายภราดร ยืนยันว่า ผู้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบไม่ต้องกังวลเรื่องสิทธิ์เต็ม เนื่องจากระบบได้กันสิทธิ์ไว้ให้แล้ว หากผ่านการตรวจสอบก็จะได้รับสิทธิ์ทันที
สำหรับยอดลงทะเบียนล่าสุด หลังเปิดระบบเพียง 25 นาที มีผู้ได้รับสิทธิ์แล้วกว่า 10 ล้านราย และภายในราว 5 ชั่วโมง เหลือสิทธิ์อีกประมาณ 8 ล้านรายเท่านั้น สะท้อนความสนใจของประชาชนต่อโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
ทบทวนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ 13.2 ล้านราย
นายภราดรยังกล่าวถึงโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ขณะนี้มีเสียงร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับปัญหาการคัดกรองผู้มีสิทธิ์ โดยพบว่า คนที่มีฐานะยากจนจริงบางส่วนกลับไม่ได้รับสิทธิ์ ขณะที่บางรายไม่ได้อยู่ในภาวะยากจนแต่กลับได้รับสิทธิ์ จึงเห็นว่าถึงเวลาต้องทบทวนฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.2 ล้านรายใหม่
โดยกระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจผู้ที่เข้าเกณฑ์ความยากจนเพิ่มเติม ก่อนส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังตรวจสอบตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น รายได้ต่อปี การถือครองที่ดิน และสถานะการประกอบธุรกิจ คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนแรกของโครงการ จะยังคงใช้ฐานข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำนวน 13.2 ล้านรายไปก่อน จนกว่าการตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลจะแล้วเสร็จ
ส่วนประเด็นการเสนอโครงการเพื่อใช้งบประมาณก้อนที่ 2 นายภราดรระบุว่า ขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ยังไม่ได้หารือในรายละเอียดดังกล่าว โดยการพูดคุยล่าสุดเป็นเพียงเรื่องระบบลงทะเบียนเท่านั้น






