
รัฐบาลปักธง ‘ปราจีนบุรี’ จังหวัด EEC น้องใหม่ รับคลื่นการลงทุน
รัฐบาลดันจังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่เขต EEC เพิ่มเติมอีกแห่ง ภายหลังบอร์ด กพอ. นัดแรก เห็นชอบในหลักการขยายพื้นที่เป็นจังหวัดที่ 4 รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย
KEY
POINTS
- เปิดพื้นที่ลงทุนน้องใหม่ หลังคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่ 4 ในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการลงทุน
- จังหวัดปราจีนบุรี มีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ EEC เดิม มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม และสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
- การขยายพื้นที่ครั้งนี้มุ่งหวังดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ โดยอาศัยฐานอุตสาหกรรมเดิมที่มีโรงงานกว่า 900 แห่ง โดย กพอ. เตรียมรับความเห็นและข้อสังเกตต่าง ๆ ก่อนสรุปประกอบการพิจารณาของครม.
โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นับเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนสำคัญของประเทศไทย ซึ่งถูกผลักดันมาในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อประมาณปี 2559 โดยเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ในอดีต เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้กลายเป็นแอ่งเทคโนโลยีชั้นนำและรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต บนพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง
จากอดีตถึงปัจจุบันนานกว่า 10 ปี พื้นที่ EEC ได้รับความสนใจจากนักลงทุนนานาชาติเข้ามาลงทุนในหลายอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะเดียวกันทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้พยายามปลุกให้เกิดคลื่นการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ EEC เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ รวมทั้งพยายามผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่าหลายแสนล้านบาทในพื้นที่ ทั้งรถไฟความเร็วสูง การพัฒนาท่าเรือ และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งโครงการทั้งหมดยังอยู่ในช่วงของการดำเนินการ
จนมาถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้เข้ามาต่อยอดการพัฒนา อีอีซี ให้มีความก้าวหน้าขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ โดยล่าสุดได้เริ่มต้นการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) นัดแรก โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน
ทั้งนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นจังหวัดน้องใหม่ในพื้นที่เขต EEC เพิ่มเติม โดยขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO รับความเห็นและข้อสังเกตต่าง ๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้ง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ขยายพื้นที่ EEC ไปปราจีนบุรี
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยมีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง
ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่และความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซี มีโรงงาน 25% ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
รวมทั้งการเป็นเมืองสมุนไพรที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี และกรุงเทพฯ ผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต และด้านความพร้อมทรัพยากรนํ้าและแรงงานที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1-2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการนํ้าเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม
ข้อมูลด้านอุตสาหกรรม
ข้อมูลจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี รายงานล่าสุดเกี่ยวกับข้อมูลด้านการลงทุนว่า จังหวัดปราจีนบุรี มีพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม ในจังหวัดปราจีนบุรีตั้งอยู่ในสองอำเภอหลัก คือ อำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมจากภาคเอกชน โดยเฉพาะตามแนวทางหลวงหมายเลข 304 และ 33
ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมประเภทที่ใช้แรงงานมาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร และสิ่งทอเนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจาก กรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรีจำนวนมาก
ขณะที่แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี รายปี พ.ศ.2569 ระบุว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีโรงงานจำนวนทั้งสิ้น 922 โรงงาน จำนวนเงินลงทุน 265,339 ล้านบาท คนงาน 106,555 คน เป็นโรงงานที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 9 โรงงาน คิดเป็น 0.98% ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด
ทั้งนี้แยกเป็น โรงงานจำพวกที่ 1 จำนวน 4 โรงงาน คิดเป็น 0.43% ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด โรงงานจำพวกที่ 2 จำนวน 20 โรงงาน คิดเป็น 2.17% ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด โรงงานจำพวกที่ 3 จำนวน 889 คิดเป็น 96.42% ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด
ทั้งนี้จังหวัดปราจีนบุรี มีโรงงานขนาด SML แบ่งเป็น โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก (S) จำนวน 691 โรงงาน คิดเป็น 74.96% ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด โรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง (M) จำนวน 190 โรงงาน คิดเป็น 20.61% ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง (L) จำนวน 104 โรงงาน คิดเป็น 11.28% ของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด
สำหรับพื้นที่สวนอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม ในจังหวัดปราจีนบุรี พบว่ามีเขตประกอบการอุตสาหกรรม 1 แห่ง คือ เขตประกอบการอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ตั้งอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรี พื้นที่ 4,273 ไร่ จำนวน 80 โรงงาน
สวนอุตสาหกรรม 3 แห่ง ที่เปิดดำเนินการ คือ สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง ตั้งอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรี พื้นที่ 2,068 ไร่ จำนวน 32 โรงงาน, 304 อินดัสเตรียลปาร์ด ตั้งอยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิ พื้นที่ 12,500 ไร่ จำนวน 126 โรงงาน และโรจนะ อินดัสเตรียล เมเนจเมนจ์ ตั้งอยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิ พื้นที่ 4,653 ไร่ จำนวน 27 โรงงาน
ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมมี 2 แห่ง ที่เปิดดำเนินการ คือ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค กบินทร์บุรี ตั้งอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรี พื้นที่ 1,066 ไร่ จำนวน 7 โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง ตั้งอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรี พื้นที่ 1,746 ไร่ จำนวน 1 โรงงาน
ความพร้อมของปราจีนบุรี
ศักยภาพความพร้อมในการรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี ในด้านความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดปราจีนบุรีนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ดูได้จากตัวเลขด้านเศรษฐกิจ ทั้งด้านจำนวนเงินลงทุน จำนวนผู้มีงานทำ หรือจำนวนสถานประกอบกิจการโรงงานที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
จากการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยสรุปพบว่า จังหวัดปราจีนบุรี มีความพร้อมในด้านการคมนาคมขนส่ง ปัจจัยสนับสนุนในด้านการการผลิต ด้านระบบสาธารณูปโภค รวมถึงมีพื้นที่ที่สามารถรองรับการลงทุนจากผู้ประกอบการที่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งมองถึงผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย
อย่างไรก็ดีจากการเพิ่มขึ้นในทุกด้านของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ต้องมองถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้มีการเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ในด้านการพัฒนาสถานประกอบกิจการโรงงาน ที่จะช่วยให้การจัดการมลพิษเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อลดต้นทุนลดมลภาวะ รวมทั้งลดของเสียต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจ จะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาคน สร้างฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอนาคตสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะเป็นที่ต้องการของของผู้บริโภคที่ปัจจุบันหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น และเลือกบริโภคสินค้าที่มีมาตรฐาน







